พุทธศาสนาฝ่ายเซ็น



           ชื่อศาสนา

           พุทธศาสนาฝ่ายเซ็น ((Zen Buddhism)

           เซ็น (Zen) เป็นคำภาษาญี่ปุ่นซึ่งมาจากภาษาจีนว่า ฌาน (Ch'an) หรือการทำสมาธิ อันตรงกับคำภาษาสันสกฤตว่า ธฺยาน (Dhyana) แปลว่าเพ่ง เพื่อให้จิตเข้าถึงตัวธรรมชาติตามธรรมชาติเดิมของจิต



           สัญลักษณ์ศาสนา

           วงกลมลายเส้นพู่กันจีน เป็นสัญลักษณ์ของความว่าง


          

ประเภทของศาสนา

           อเทวนิยม (Atheism) ไม่มีการนับถือพระเจ้าไม่สอนให้เชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก



           ผู้ให้กำเนิดนิกาย

           พระโพธิธรรม

กำเนิดศาสนา

           ประมาณ ค.ศ. 520

สถานที่กำเนิดศาสนา

           ประเทศจีน

การกำเนิดศาสนา

           เมื่อพระโพธิธรรมเดินทางมาถึงตอนใต้ของจีน



           จำนวนผู้นับถือศาสนา

           ประมาณ 394,000,000 คน (ปี ค.ศ.2005)



           ประเทศที่มีพุทธศาสนิกชนฝ่ายเซ็น

           จีน ญี่ปุ่น เวียตนาม เกาหลีและประเทศอื่นๆที่มีชาวจีน ญี่ปุ่น เวียตนามและเกาหลีพำนักอยู่

ประวัติผู้ให้กำเนิดนิกาย

           พระโพธิธรรมเป็นสังฆราชแห่งนักบวชเซ็น ท่านเกิดประมาณปีพุทธศักราช 440 ในเมืองกันจิ (Kanchi ) อันเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรปัลลวะ ( Pallava ) ทางอินเดียตอนใต้ ท่านนับถือศาสนาพราหมณ์โดยกำเนิด และเป็นพระราชบุตรองค์ที่ 3 ของพระเจ้าสิงหวรมัน(Simhavarman) ต่อมาท่านได้หันมานับถือพุทธศาสนา และได้รับการสอนธรรมะจากท่านปรัชญาตาระ (Prajnatara ) และท่านปรัชญาตาระนี้เองที่แนะนำพระโพธิธรรมให้เดินทางไปประเทศจีน ท่านมาถึงจีนภาคใต้ ประมาณ พ.ศ. 520 และได้แสดงธรรมตามคำนิมนต์ของพระจักรพรรดิหวู (Wu) แห่งราชวงศ์เหลียง ในการพบปะกันครั้งนี้ พระจักรพรรดิได้ตรัสถามถึงอานิสงส์ของการบำเพ็ญทานในพุทธศาสนาพระโพธิธรรมได้ตอบตามหลักคำสอนว่าด้วยความว่าง ประมาณ พ.ศ. 496 มีการสร้างวัดเส้าหลินขึ้นติดกับภูเขา ซ่ง (Sung) ที่จังหวัด โหหนาน (Honan)

           ที่ยอดเขาเฉาฉือ (Shaoshih) ด้านตะวันตกของภูเขาซ่ง ( Shung) ใกล้วัดเส้าหลิน พระโพธิธรรมได้นั่งบำเพ็ญกรรมฐานถึง 9 ปี

           แม้ว่าพุทธศาสนิกในประเทศจีนจะแพร่หลายอย่างรวดเร็ว แต่พระโพธิธรรมก็มีสานุศิษย์เพียงไม่กี่คน ในหนังสือ “การถ่ายทอดประทีปธรรม” ของท่านเต้าหยวน ระบุว่าไม่นานหลังจากท่านได้มอบตำแหน่งสังฆปรินายกแก่ทายาทของท่านคือฮุ้ยค้อ พระโพธิธรรมก็มรณภาพ ในปี พ.ศ. 528

           เหตุที่พระโพธิธรรมมีชื่อเสียงมากที่สุดในบรรดาพระที่สอนธรรมะในประเทศจีน เป็นพราะ ท่านได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำเซ็นมาสู่ประเทศจีน คำสอนเรื่องเซ็นของพระโพธิธรรมต่างจากผู้อื่น ท่านเน้นความเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์และคัมภีร์ต่างๆ

สาวกสำคัญ

           ท่านฮุ่ยเล้งหรือเวยหล่าง ในยุค ราชวงศ์ถัง เป็นปรมาจารย์องค์ที่ 6 มีชื่อเสียงด้วยโศลกของท่านที่เขียนตอบโศลกของเพื่อนศิษย์อาวุโสที่เขียนไว้ว่า

           "กายนี้อุปมาเหมือนต้นโพธิ์ ใจนี้อุปมาเหมือนกระจกเงา

           จงหมั่นเช็ดถูมันทุกๆเวลา อย่าให้ฝุ่นละอองจับคลุมได้"

           ท่านเวยหล่างได้เขียนต่อไว้ว่า

           "ต้นโพธิ์นี้เดิมมิใช่ต้นโพธิ์ ไม่มีกระจกเงาอันใสบริสุทธิ์ด้วย

           แต่เดิมไม่มีอะไรสักอย่าง แล้วฝุ่นละอองจะจับที่ตรงไหน"

คำสอน

           พุทธศาสนาฝ่ายเซ็นกำเนิดจากคำสอนของพุทธศาสนาของอินเดียและปรัชญาเต๋าของจีน หลักสำคัญของพุทธศาสนาคือการไม่มีตัวตนและวิธีมองโลกแบบไม่แบ่งแยกไม่ประเมินค่า ปรัชญาเต๋าก็มองโลกแบบไม่แบ่งแยกเช่นกัน ทั้งยังเน้นญาณปัญญามากกว่าความรู้เชิงเหตุผล เพราะความรู้เชิงเหตุผลมีข้อจำกัดและเป็นสิ่งสัมพัทธ์ ปรัชญาเต๋าเน้นความรักธรรมชาติและการปล่อยให้วิถีชีวิตเป็นไปตามธรรมชาติ เซ็นรับมรดกทางปัญญาข้างต้นมาผสมผสานกัน เกิดเป็นวิถีการดำเนินชีวิตที่ให้ความสำคัญกับการอยู่กับปัจจุบันและชีวิตในโลกนี้ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะขัดเกลาจิตใจให้บรรลุพุทธภาวะ

           พุทธภาวะหรือธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะนั้นมีอยู่แล้วในคนทุกคน เป็นธรรมชาติดั้งเดิมของสรรพสัตว์ สิ่งที่บดบังพุทธภาวะ คือ ความคิดปรุงแต่งซึ่งก่อให้เกิดตัวตน และความยึดมั่นถือมั่น หมกมุ่นอยู่ในความคิดที่ก่อให้เกิดการจำแนกสิ่งต่างๆออกเป็น 2 ฝ่าย เช่น ดี-ฃั่ว ถูก-ผิด เมื่อเราขจัดความคิดปรุงแต่งออกไป ก็จะไม่มีตัวตนและความยึดติดทั้งหลาย มองเห็นเอกภาพของสรรพสิ่ง

           ในฐานะที่เซ็นเป็นสาขาหนึ่งของพุทธศาสนา จึงยึดถือแนวคำสอนหลักเหมือนกับพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท โดยเฉพาะหลักอริยสัจ 4 และ อริยมรรคมีองค์ 8 เซ็นถือว่าสรรพสิ่งล้วนอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่มีตัวตน ธรรมะคือธรรมชาติ และธรรมชาติคือตถตา หรือความเป็นเช่นนั้นเอง

           เซ็นไม่ให้ความสำคัญแก่ตรรกะหรือเหตุผล แต่เน้นประสบการณ์ตรง คือเข้าถึงโดยไม่ผ่านสื่อกลางใดๆ เซ็นไม่มีการแย้งกันในเรื่องถูกหรือผิด ความสมบูรณ์หรือความไม่สมบูรณ์ ความมีหรือไม่มี เพราะถือเป็นการเรื่องของการยึดมั่นถือมั่น ขณะเดียวกัน เซ็นก็เป็นนิกายวิปัสสนาโดยเฉพาะ คือไม่เน้นหนังสือหรือปริยัติธรรมใดๆ แต่มุ่งที่จะขัดเกลาจิตใจ

           เซ็นอาจนิยามได้ด้วยโศลกอันมีชื่อเสียงที่มีเนื้อความว่า

           "การถ่ายทอดพิเศษนอกคัมภีร์

           ไม่อาศัยถ้อยคำหรือตัวอักษร

           ชี้ตรงไปยังจิตมนุษย์

           เพ่งมองให้ถึงธรรมชาติของตนเองและบรรลุพุทธภาวะ"

บรรทัดแรกของโศลก หมายถึง การถ่ายทอดธรรมจากใจสู่ใจ ซึ่งเป็นการให้คุณค่าต่อศักยภาพในปัจเจกบุคคล หน้าที่ของผู้สอนคือ หาแนวทางที่เหมาะสมกับศิษย์ เพื่อให้เรียนรู้ได้อย่างถ่องแท้ที่สุด

           เซ็นยึดหลักแบบมหายาน คือถืออุดมคติ 3 ประการ ได้แก่

           1. หลักมหาปัญญา เน้นเรื่องสุญญตา หรือความว่าง ได้แก่การละความยึดถือ แม้กระทั่งพระนิพพาน

           2. หลักมหากรุณา ได้แก่การตั้งโพธิจิตเพื่อช่วยสัตว์ทั้งปวง

           3. หลักมหาอุปาย คือจะต้องแสวงหากุศโลบายในการช่วยเหลือปวงสัตว์

           พุทธภาวะ (Buddhahood) หรือความรู้แจ้งอาจมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น เอกจิต (One Mind) หรือจิตเดิมแท้ (Essence of Mind) เป็นภาวะที่ไม่อาจจะเอาชื่อหรือสัญลักษณ์ทางภาษาใด ๆ ไปนิยามได้ เพราะเป็นภาวะที่อยู่เกินเลยขอบเขตของภาษาและไม่ใช่สิ่งที่จะเอาการใช้เหตุผล (Reasoning) ไปทำความเข้าใจได้

           จุดหมายแห่งการดำเนินชีวิตแบบเซ็นคือ การบรรลุซาโตริ (Satori) หรือภาวะรู้แจ้ง ซึ่งเป็นภาวะที่บุคคลสามารถทำลายอวิชชา ตัณหา อุปาทานแล้วกลับเข้าสู่พุทธภาวะ การมีประสบการณ์ซาโตริจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราขจัดวิธีมองโลกแบบแบ่งแยกประเมินค่า เลิกแบ่งแยกสิ่งต่างๆออกจากกันและกัน เป็นเราเป็นเขา เป็นมนุษย์เป็นสัตว์ เป็นดีเป็นชั่ว ตระหนักถึงความเป็นเอกภาพ ความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่งทั้งปวง ความเป็นเอกภาพของสรรพสิ่งนี้เป็นธรรมชาติแต่ดั้งเดิมของจักรวาลนี้ ไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดดำรงอยู่เป็นเอกเทศ สรรพสิ่งในจักรวาลมีความเป็นไปโดยพลวัต (dynamic) อย่างสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก่อให้เกิดภาวะเอกภาพของสรรพสิ่ง

           การที่จะขจัดอวิชชาที่เป็นสาเหตุของวิธีมองโลกแบบแบ่งแยกประเมินค่า จะต้องมีจิตที่เป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิ ปัญญาก็จะเกิด มโนทัศน์เรื่องการเกิด-การตาย สวย-ขี้เหร่ ดี-ชั่ว หรือ เรา-เขาก็จะหมดไป เลิกยึดถือว่ามีตัวตนในสรรพสิ่ง แล้วเราจะพบว่าทุกอย่างล้วนไร้ตัวตนที่จะเปรียบเทียบ เกิดประจักษ์รู้แจ้งในพุทธภาวะ

           หลัก 5 ประการของเซ็น

           (1) ความจริงสูงสุดไม่สามารถแสดงออกได้ด้วยคำพูด ดังคำที่ว่า "เซ็นคือ การส่งมอบพิเศษนอกคัมภีร์ ไม่ต้องอาศัยคำพูดหรือตัวหนังสือ" ซึ่งตรงกับความคิดหลักของปรัชญาเต๋าที่ว่า "เต๋าเป็นสิ่งที่ไม่อาจเรียกได้ด้วยคำพูด เต๋าที่เรียกได้ด้วยคำพูดไม่ใช่เต๋าที่แท้จริง" และ "ผู้พูดไม่รู้ ผู้รู้ไม่พูด"

           (2) การฝึกฝนในทางธรรมคือการขจัดความคิดปรุงแต่ง ความคิดเกี่ยวกับตัวตน การคิดแบบแบ่งแยก รวมถึงการท่องพระสูตร การประกอบพิธีต่างๆเกิดจากความคิดปรุงแต่ง เราพึงเฝ้าดูและหมั่นขจัดกระแสแห่งความคิดปรุงแต่งจึงจะเป็นการปฎิบัติธรรมที่แท้จริง

           (3) การทำงานในชีวิตประจำวันด้วยความมีสติเป็นการปฏิบัติธรรมวิธีหนึ่ง พุทธภาวะอาจพบได้ในทุกเวลาและทุกแห่ง และการรู้แจ้งในความหมายของเซ็น ก็มิได้หมายถึงการปลีกตัวจากภารกิจทางโลกไปออกบวช เซ็นคือประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน และการปฏิบัติกิจประจำวันอย่างผู้ที่ตื่นอยู่ทุกขณะจิต

           (4) ผลบั้นปลายไม่มีอะไรใหม่ การรู้แจ้งในธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะของตน ความรู้สึกถึงเอกภาพเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งทั้งมวลไม่ใช่สิ่งใหม่หรือพิเศษแต่อย่างใด เป็นเพียงการรู้แจ้งถึงสิ่งที่อยู่ในตัวเรามาตลอดเวลาเท่านั้น เมื่อขจัดตัวตนที่ปรุงแต่งออกไป เมื่อสิ้นอวิชชา มาสู่ภาวะของความตื่น พุทธภาวะจะปรากฎขึ้นเอง

           (5) คำสอนทั้งหลายไม่มีความสำคัญมากนัก คำพูด ความคิด คำสอน ลัทธิ ไม่มีความหมาย ตราบใดที่ยังยึดติดในสิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่อาจรู้แจ้งได้ สิ่งสำคัญที่สุดมีเพียง ประสบการณ์ของความตื่นเท่านั้น



           ระบบคุณธรรม

           ระบบคุณธรรมของเซ็นเหมือนกับพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท คือ เน้นความมีเมตตาจิตต่อสรรพสัตว์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

1. อย่าฆ่าสัตว์

           2. อย่าลักทรัพย์

           3. อย่าละเมิดบุตรภรรยาบุคคลอื่น

           4. อย่าพูดคำเท็จ

           5. อย่าดื่มน้ำเมา

           6. อย่ากล่าวคำผิดของบุคคลอื่น

           7. อย่าสรรเสริญตัวเอง

           8. อย่าเป็นคนอิจฉาริษยา

           9. อย่าเป็นคนอกตัญญู

           10. จงสรรเสริญพระไตรรัตน์

           บุคคลพึงถือว่า ชายทุกคนเป็นเสมือนหนึ่งบิดาของเขา สตรีทุกคนเป็นมารดาของเขา เพราะคนเหล่านี้ในอดีตเคยได้เป็นมารดาบิดาของตนมาแล้ว หากฆ่าคนเหล่านี้ ก็เท่ากับฆ่ามารดาบิดาของตนเอง

สถานภาพของสตรี

           พุทธศาสนาฝ่ายเซ็นเน้นความเท่าเทียมของความเป็นหญิงกับความเป็นชาย ต่างฝ่ายต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน

แนวคิดเรื่องความตาย

           พุทธศาสนาฝ่ายเซ็นไม่พูดถึงเรื่องโลกหน้า เชื่อว่า คนเราควรจัดการกับชีวิตปัจจุบันให้ดีที่สุด ตั้งสติให้อยู่ในขณะจิตปัจจุบันเสมอ ความตายเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งของชีวิต



           การปฏิบัติเซ็น

           วิธีการปฏิบัติเซ็น แบ่งได้เป็น 3 ประการคือ

           ซาเซ็น (Zazen)

           ซันเซ็น (Sanzen) หรือวิธีการแห่งโกอัน

           ม็อนโด (Mondo)

           1. ซาเซ็น หมายถึง การนั่งขัดสมาธิอย่างสงบและเพ่งสมาธิ

           ห้องปฏิบัติซาเซ็นต้องเงียบสงบ ก่อนปฏิบัติให้กินและดื่มเพียงพอประมาณ สวมเสื้อผ้าหลวมๆ นั่งบนหมอนในท่าสมาธิเพชรหรือสมาธิดอกบัว ท่าสมาธิเพชรให้วางมือบนขาซ้ายก่อน แล้ววางเท้าซ้ายบนขาขวา ท่าสมาธิดอกบัวให้วางเท้าซ้ายบนเท้าขวา วางมือขวาลงบนเท้าซ้าย แล้ววางฝ่ามือซ้ายที่หงายขึ้นบนฝ่ามือขวา โดยปลายนิ้วโป้งจรดกัน นั่งตัวตรง หูอยู่ในระดับเดียวกับไหล่ จมูกอยู่ตรงกับสะดือ ลิ้นแตะเพดานส่วนหน้าของปาก ฟันบนและฟันล่างจรดกัน ริมฝีปากบนสัมผัสริมฝีปากล่างควรเปิดตาอยู่ตลอดเวลา ทอดสายตาลงต่ำ หายใจเข้าออกลึก ๆ

           การปฏิบัติซาเซ็นเป็นการเพ่งความรู้สึกนึกคิดไว้กับอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จนกระทั่งจิตสงบนิ่งแน่วแน่ จิตที่สงบจะพร้อมกับการตระหนักรู้ในความเป็นจริงของสรรพสิ่งซึ่งไร้ภาวะแบ่งแยก สิ่งต่างๆที่เรารับรู้นั้นถูกบิดเบือนจากความเป็นจริง และตัวการที่บิดเบือนความจริงนั้นก็คือความคิดของเราเอง เมื่อปฏิบัติซาเซ็น เราปล่อยความคิดนั้นให้ผ่านไปอย่างเข้าใจ ไม่ใช่กำจัดสิ่งลวงตาทั้งหลายเหล่านั้น

           ทั้งนิกายโซโตและนิกายรินไซต่างให้ความสำคัญแก่ซาเซ็น แต่ต่างกันตรงที่ โซโตถือการปฏิบัติาซาเซ็นเป็นสำคัญที่สุด ส่วนรินไซถือว่าซาเซ็นเป็นทางเพื่อให้บรรลุถึงการแก้ปัญหาโกอัน ซาเซ็นจึงมีความสำคัญรองจากโกอัน

           2. ซันเซ็น หรือ วิธีการแห่งโกอัน

           โกอัน หมายถึง เอกสารข้อมูลที่รับรู้กันโดยทั่วไป (public document) ในปัจจุบัน ศัพท์นี้หมายถึงเรื่องราวของอาจารย์เซ็นในอดีต หรือบทสนทนาระหว่างอาจารย์กับศิษย์ ใช้เป็นเครื่องมือทำลายวิธีคิดทางตรรกะ เพื่อที่จะช่วยนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความจริงแห่งเซ็น

           โกอันเป็นปัญหาที่ยากจะหาคำตอบ และเป็นปัญหาที่ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะอยู่นอกขอบเขตการใช้เหตุผลและการไตร่ตรองตามกระบวนการทางปัญญา วิธีการแห่งโกอันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของนิกายรินไซ ผู้ปฏิบัติเข้าไปรับปัญหาโกอันจากอาจารย์มาขบคิด แต่ละคนจะพยายามคิดค้นหาคำตอบด้วยการใช้ระบบเหตุผลพิจารณาปัญหานั้นๆ แล้วอาจจะลงความเห็นว่าปัญหาดังกล่าวไร้สาระ ต่อเมื่อผู้ขบคิดละทิ้งวิธีคิดทางตรรกะ คำตอบจึงจะปรากฏ

           การแก้ปริศนาธรรมโกอันมักใช้เวลานาน อาจารย์ผู้มีประสบการณ์จะรู้ว่าเมื่อใดที่ ศิษย์ของตนใกล้จะประสบสภาวะการรู้แจ้ง เมื่อนั้นอาจารย์จะช่วยศิษย์ให้ไปสู่การรู้แจ้งด้วยการกระทำที่ไม่คาดฝัน เช่น ฟาดด้วยไม้หรือร้องตะโกนออกมา

           ตัวอย่างของโกอันซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป

           เมื่อพระสังฆปริณายกองค์ที่หก (ท่านฮุยเหน็ง) ถูกถามโดยพระภิกษุเมียว (Myo) ว่าอะไรคือเซ็น ท่านย้อนถามว่า "อะไรคือใบหน้าดั้งเดิมของเธอก่อนที่เธอจะเกิดมา"

ครั้งหนึ่ง ท่านฮะกูอิน (Hakuin) อาจารย์เซ็นชาวญี่ปุ่นบอกลูกศิษย์ผู้หนึ่งว่า “เธอคงเคยได้ยินเสียงตบมือของมือสองข้างมาแล้ว ลองแสดงเสียงตบมือของมือข้างเดียวให้ฉันฟังหน่อย”

          

           3. ม็อนโด คือการถามและการตอบอย่างอย่างทันทีทันใด โดยไม่ใช้ระบบความคิดหรือเหตุผลไตร่ตรองว่าเป็นคำตอบที่ดีหรือไม่ อาจารย์จะเป็นผู้ตั้งคำถามและพิจารณาคำตอบที่ลูกศิษย์ตอบในขณะนั้น

           ตัวอย่างของวิธีการแบบม็อนโด

           ครั้งหนึ่ง เมื่อท่านเฮียะกุโจ (Hyakujo) กำลังเดินอยู่กับอาจารย์บาโซ (Baso) มีห่านฝูงหนึ่งบินผ่านมา

           "นั่นอะไร" อาจารย์บาโซถาม

           "ห่านป่า" ท่านเฮียะกุโจตอบทันที

           "พวกมันกำลังบินไปไหนกัน" อาจารย์บาโซถาม

           "พวกมันบินหนีไปแล้ว" ท่านเฮียะกุโจตอบ

           อาจารย์บาโซจึงบิดจมูกของท่านเฮียะกุโจอย่างแรง พร้อมกับกล่าวว่า "ช่างพูดออกมาได้ว่า พวกมันบินหนีไปกันแล้ว ทั้งๆที่ห่านพวกนั้นอยู่ที่นี่มาตั้งแต่แรก" ท่านเฮียะกุโจเหงื่อไหลโทรมหลัง แล้วก็บรรลุซาโตริ

วิธีการแบบม็อนโดนี้ช่วยขจัดวิธีการใช้เหตุผล เพราะเหตุผลไม่ได้บ่งถึงข้อเท็จจริงในขณะนั้นๆ จิตที่รับรู้โลกฉับพลัน ตรงไปตรงมา ไม่ผ่านม่านของการใช้เหตุผล ย่อมจะไม่ถูกอวิชชาเข้ามาครอบงำทำให้พุทธภาวะอันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ปรากฏออกมาได้

ซาโตริ (Satori)

           ซาโตริ (Satori) เป็นคำภาษาญี่ปุ่น แปลว่าการรู้อย่างแจ่มแจ้ง หมายถึงภาวะแห่งการสำนึกรู้ถึงพุทธจิต เป็นการสำนึกรู้ถึงจิตสำนึกที่บริสุทธิ์ มองเข้าไปสู่ธรรมชาติที่แท้จริงของตนเอง ต่างกับความรู้ความเข้าใจที่เกิดเพราะกระบวนการทางปัญญาหรือกระบวนการทางตรรกะ ซาโตริหมายถึงการพบโลกทัศน์ใหม่ที่ไม่สามารถจะรับรู้ได้ด้วยจิตใจที่ยังสับสนด้วยทวิทัศน์ (a dualistic mind) ซาโตริเป็นสิ่งที่คู่กับเซ็น เพราะชีวิตแบบเซ็นเริ่มต้นที่ซาโตริ ถ้าผู้ปฏิบัติยังไม่ได้บรรลุซาโตริ ก็ไม่สามารถจะไปสู่ความจริงแห่งเซ็นได้

           การเน้นซาโตริเช่นนี้ ทำให้เซ็นมีลักษณะที่ต่างจาก "ธฺยาน" จุดมุ่งหมายของธฺยาน คือ จิตที่สงบนิ่งอยู่กับจุดใดจุดหนึ่งหรือที่เรียกว่า การอยู่ในฌาน ส่วนเซ็นเริ่มต้นโดยการมีซาโตริ คือ จิตใจที่เป็นอิสระจากกระบวนการทางตรรกะ เข้าสู่การสำนึกรู้ถึงความจริงใหม่ๆ ที่ไม่เคยประสบมาก่อน เป็นภาวะแห่งอิสรภาพทางจิตเมื่อถูกปลดปล่อยจากทฤษฎีและการใช้เหตุผลต่างๆ

อย่างไรก็ดี การปฏิบัติเซ็นอย่างสมบูรณ์แบบ หมายถึงการใช้ชีวิตประจำวันตามธรรมชาติ ท่านโปเช็งนิยามคำว่าเซ็นว่า "เมื่อหิวก็กิน เมื่อง่วงก็นอน" ข้อนี้พูดง่ายแต่ทำยาก การกลับสู่ธรรมชาติที่แท้จริงของเราใช้เวลาฝึกยาวนาน พระเซ็นผู้มีชื่อเสียงรูปหนึ่งกล่าวว่า

           "ก่อนที่จะศึกษาเซ็น ภูเขาก็คือภูเขา และแม่น้ำก็คือแม่น้ำ ระหว่างที่ศึกษาเซ็น ภูเขาไม่ใช่ภูเขา และแม่น้ำไม่ใช่แม่น้ำ แต่เมื่อได้รู้แจ้งแล้ว ภูเขาก็กลับเป็นภูเขา และแม่น้ำก็กลับเป็นแม่น้ำอย่างเดิม"

           จุดเน้นของเซ็นเกี่ยวกับความเป็นธรรมชาติและการปล่อยให้ทุกสิ่งดำเนินไปตามธรรมชาตินี้สะท้อนถึงแนวคิดของปรัชญาเต๋าอย่างชัดเจน



           คัมภีร์

           เซ็นไม่สนใจนามธรรม ไม่มีหลักปรัชญาใดเป็นพิเศษ เซ็นมุ่งเพียงอิสรภาพจากการยึดติดในความเชื่อและตำราทั้งหลาย แม้กระนั้น ก็มีพระสูตรสำคัญบางพระสูตรซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในหมู่ศาสนิกเซ็น ได้แก่

           1. ปรัชญาปารมิตาสูตร จัดเป็นพระสูตรดั้งเดิมที่สุด ว่าด้วยสุญญตา ปรัชญาปารมิตาสูตรนี้มีอยู่หลายคัมภีร์ด้วยกัน เช่น มหาปรัชญาปารมิตา อัษตสหัสริกปรัชญาปารมิตาหฤทยะ พระสูตรนี้ได้แปลออกเป็นภาคจีนประมาณพ.ศ.713 วัชรัจเฉทิกะเป็นคัมภีร์ที่มีอิทธิพลต่อความคิดชาวจีนมากที่สุด

           วัชรัจเฉทิกะปรัชญาปารมิตาสูตร สอนว่า "ทุกอย่างเป็นเพียงมายา เป็นเพียงปรากฏการณ์ และเป็นเพียงผลิตผลของจิตของเราเองเท่านั้น"

           ส่วนในปรัชญาปารมิตาหฤทยะ ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่สั้นที่สุด และเป็นหัวใจของพระสูตรชุดนี้กล่าวถึงเรื่องสุญญตาโดยละเอียด

           2 อวตังสกะสูตร

           ใจความสำคัญของพระสูตรนี้คือ " ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนเป็นหนึ่ง หนึ่งนั้นคือสัจธรรมสูงสุด พุทธะ จิต สรรพสัตว์ เป็นหนึ่ง"

           3. วิมลเกียรตินิทเทศสูตร

           พระสูตรนี้เซ็นนิยมที่สุด ความในพระสูตรนี้เล่าว่า

           ครั้งหนึ่ง วิมลเกียรติโพธิสัตว์ มิได้ไปร่วมประชุมเพราะอาพาธ พระพุทธองค์จึงสั่งให้พระโพธิสัตว์ทั้งหลายไปถามข่าวเกี่ยวกับความเจ็บไข้ของวิมลเกียรติโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายก็อิดเอื้อนไม่อยากไป โดยอ้างเหตุว่า ตนเองไม่สมควรจะไปให้คำแนะนำแก่วิมลเกียรติโพธิสัตว์ ในที่สุดพระมัญชุศรีโพธิสัตว์เป็นผู้ไปและได้ถามถึงสุขภาพของวิมลเกียรติโพธิสัตว์ ท่านได้ตอบว่า "ความเจ็บไข้ของพระโพธิสัตว์เกิดจากมหากรุณา และความเจ็บไข้จะคงอยู่ตราบเท่าที่สรรพสัตว์ยังคงมีอวิชชา เมื่อใดความป่วยของสรรพสัตว์หมดสิ้นไปแล้ว เมื่อนั้นความป่วยไข้ของข้าพเจ้าจะหมดไปด้วย”

           จุดเด่นของวิมลเกียรตินิทเทศสูตรอยู่ที่ว่า ความเป็นพุทธ การจะเป็นพระโพธิสัตว์และดำรงชีวิตตามแบบอย่างพระโพธิสัตว์นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นพระภิกษุ

           นิกาย

           1. โซโตเซ็น ผู้ก่อตั้ง คือ โดเก็น โซโตเซ็นเป็นนิกายเซ็นที่มีศาสนิกนับถือเป็นจำนวนมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นปัจจุบัน ผลงานของท่านอาจารย์โดเก็นนอกจากงานเขียนต่างๆ ก็คือ การนั่งวิปัสสนาซาเซ็น

           2. รินไซเซ็น ผู้ก่อตั้ง คือ นักบวชจีนฝ่ายเซ็น ชื่อลินจิ (Linji) เซ็นฝ่ายรินไซเน้น โกอัน บทกวี (ไฮกุ) การจัดดอกไม้ (อิเกบานะ) การชงชา การคัดลายมือ การสนทนาโต้ตอบกับอาจารย์ และอื่นๆ

          

พิธีกรรม

           การนั่งซาเซ็น

           การเดินวิปัสสนา

           พิธีชงน้ำชา

พิธีชงน้ำชา หรือ ชาโนยุ (Chanoyu) เป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นอันหนึ่ง ซึ่งพัฒนามาจากพุทธศาสนาฝ่ายเซ็น หัวใจของพิธีชาโนยุอันได้แก่ ความงามอันเรียบง่าย ความกลมกลืนกับธรรมชาติ และการเคลื่อนไหวอย่างสำรวมแช่มช้อย มีสติกำกับทุกอิริยาบท ล้วนสะท้อนหลักปรัชญาของเซ็นที่มุ่งฝึกจิตให้สงบนิ่งและอยู่ในวิถีของธรรมชาติ

           นอกจากนี้ ชาโนยุยังเกี่ยวพันกับศิลปะของชาวญี่ปุ่นอย่างแนบแน่น เริ่มต้นด้วยการที่ผู้เข้าร่วมพิธีชื่นชมสวน ชื่นชมห้องที่ประกอบพิธี เครื่องใช้ในการชงน้ำชา เครื่องตกแต่งห้อง เช่น ภาพวาด หรือดอกไม้ในแจกัน


ดาวน์โหลดเอกสาร

จัดทำโดย อ. มธุรส ศรีนวรัตน์, B.A., M.A. (Innsbruck)