ศาสนาและพิธีสารท

(นภาพร ทรัพย์โสภา)

 

เทศกาลสารทจีน

                เทศกาลสารทจีน ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ตามปฏิทินจีน ถือเป็นเทศกาลสำคัญที่ชาวไทยเชื้อสายจีนยึอถือปฏิบัติกันมาช้านาน เพื่อเซ่นไหว้บูชาเทพเจ้า เจ้าที่เจ้าทาง แสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ รวมถึงดวงวิญญาณเร่รอนที่ได้รับการปล่อยออกมาจากนรกเพื่อรับส่วนบุญ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเทศกาลดังกล่าวได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาขงจื้อ ซึ่งขงจื้อได้เขียนข้อสนับสนุนประเพณีโบราณ ที่กำหนดให้มนุษย์ต้องประกอบพิธีกรรมสำคัญ ๓ ประการ โดยพิธีเคารพบูชา “เทียน” และวิญญาณบรรพบุรุษ เป็นหนึ่งในสามของพิธีที่มนุษย์ต้องปฏิบัติตามทัศนคติของขงจื้อ

                พิธีเคารพบูชา “เทียน” และวิญญาณบรรพบุรุษ เป็นพิธีที่ชาวจีนจะทำความเคารพบูชาเทพเจ้า “เทียน” เทพผู้ปกป้องคุ้มครองโลกซึ่งประทับอยู่บนสวรรค์ ทรงเป็นวิญญาณแห่งดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ฝน ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ภูเขา แม่น้ำ ลำธาร หรือแม้แต่ไฟ จึงถือได้ว่าเทพเทียน เป็นเทพที่มีความสำคัญและส่งอิทธิพลต่อมนุษย์โลก ชาวจีนจึงต้องประกอบพิธีบูชาเทียนเพื่อระลึกถึงบุญคุญและแสดงออกถึงความกตัญญูต่อเทพเทียน นอกจากนี้พิธีกรรมดังกล่าวยังจัดขึ้นเพื่อเคารพบูชาวิญญาณของบรรพบุรุษของตน รวมทั้งบูชาดวงวิญญาณของวีรชนและดวงวิญญาณแห่งผู้บริสุทธิ์หรือดวงวิญญาณแห่งองค์จักรพรรดิ ตามธรรมเนียมโบราณชาวจีนจะพากันเป่าขลุ่ยร้องเพลงและประกอบพิธีบูชาเทพเทียนและดวงวิญญาณ พิธีกรรมดังกล่าวถูกปฏิบัติสือทอดต่อๆกันมาจนกลายจริยธรรมอันดีงามประการหนึ่งที่ต้องปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด ภายหลังศาสนาขงจื้อได้ผสมผสานเข้ากับศาสนาเต๋า และความเชื่อดั้งเดิมจนกลายเป็นลัทธิ “วิญญาณนิยม" ซึ่งบูชาเทพเจ้าและดวงวิญญาณผู้มีอารมณ์ความรู้สึกเฉกเช่นมนุษยปุถุชน มีอิทธิฤทธิ์ให้คุณหรือโทษได้ มนุษย์จึงต้องบูชาเซ่นไห้วเทพเจ้าและดวงวิญญาณเพื่อเอาใจและขอให้ตนประสบโชคลาภวาสนา จึงกลายเป็นที่มาของเทศกาลสารทจีนที่เราพบเห็นในปัจจุบัน

เทศกาล “สารทจีน” มีชื่อเป็นภาษาจีนที่แปลได้ว่า “เทศกาลกลางเดือน ๗” เหตุที่ชาวไทยพุทธเรียกเทศกาลนี้ว่า “สารทจีน” เหตุเพราะจัดขึ้นใกล้เคียงกับประเพณีสารทไทย อีกทั้งอยู่ในช่วงต้นฤดูสารทหรือฤดูชิวเทียนซึ่งเป็นฤดูใบไม้ร่วงในประเทศจีน แต่ชาวจีนส่วนมากนิยมเรียกเทศกาลนี้ว่า “เทศกาลผี” เพราะเป็นเทศกาลที่มีความเกี่ยวข้องกับดวงวิญญาณและภูตผี ตามตำนานกล่าวว่า “ยมบาลจะตรวจดูบัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้นสวรรค์และส่งวิญญาณร้ายลงนรก ชาวจีนทั้งหลายรู้จึกสงสารวิญญาณร้ายเหล่านั้นจึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ยมบาลเมมตาเปิดประตูนรกให้เหล่าภูตผีได้ออกมารับการเซ่นไหว้”  นอกจากนี้การเซ่นไหว้ดังกล่าวแล้ว “สารทจีน” ยังถือเป็นเทศกาลสำคัญที่ลูกหลานชาวจีนแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันว่า ชายหนุ่มผู้หนึ่งนามว่า “มู่เหลียน” เป็นผู้เคร่งครัดในพระพุทธศาสนา ผิดกับมารดาที่เป็นคนจิตใจหยาบช้า ไม่เชื่อในเรื่องนรกสวรรค์ ครั้นถึงเทศกาลกินเจปีหนึ่งนางเกิดมีจิตริษยาต่อคนปฏิบัติศีลนุ่งขาวห่มขาว จึงออกอุบายให้มู่เหลียนไปเชิญผู้ถือศีลเหล่านั้นมารับประทานอาหารที่บ้าน ผู้ถือศีลได้ฟังดังนั้นก็เกิดความยินดี คิดไปว่ามารดาของมู่เลียนเกิดมีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงพากันมายังรับประทานอาหารที่บ้านของมู่เลียน โดยไม่ทราบว่ามารดาของมู่เลียนได้นำน้ำแกงที่มีน้ำมันหมูเจือปนมาให้รับประทาน ซึ่งการกระทำดังกล่าวของนางถือเป็นกรรมหนัก เมื่อตายไปวิญญาณจึงไปเกิดในนรกอเวจีมหาขุมนรกที่ ๘ และได้รับความทรมานอย่างแสนสาหัส

เมื่อมู่เหลียนเกิดความคิดถึงมารดาของตนจึงได้ถอดกายทิพย์ลงไปยังนรกภูมิ จึงได้ทราบว่ามารดาของตนกำลังทุกข์ทรมานและอดอยากจึงป้อนข้าวให้แก่มารดาของตน แต่กลับถูกภูตผีผู้อดอยากแย่งชิงอาหารไป และเมล็ดข้าวสุกที่ป้อนใส่ปากของมารดามู่เหลียนก็กลับกลายเป็นก้อนไฟเผาไหม้ริมฝีปากของนางจนพอง และด้วยความกตัญญูกตเวทีต่อมารดา มู่เหลียนจึงไปอ้อนวอนยมบาลขอรับโทษทัณฑ์แทนมารดาของตน ยมบาลจึงอนุญาตตามที่มู่เหลียนร้องขอและสั่งให้นำร่างของมู่เหลียนไปต้มในกระทะทองแดง แต่ก่อนที่มู่เหลี่ยนจะถูกโยนลงในกระทะทองแดง พระพุทธเจ้าก็เสด็จลงมาโปรดได้ทันและรับสั่งว่า “กรรมใดใครก่อ ผู้นั้นย่อมต้องชดใช้กรรม” และมอบคัมภีร์ “อิ๋ว หลันเผิน” ให้มู่เหลียนท่องเพื่อเรียกเทพเจ้ามาช่วยมารดาของตนให้พ้นทุกข์ทรมาน โดยทุกปีมู่เหลียนจะท่องคัมภีร์ดังกล่าวและถวายอาหารในเดือนที่ประตูนรกเปิด (เดือน ๗) เพื่อชว่ยให้มารดาของตนหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวจีนจึงยึดถือเป็นประเพณีปฏิบัติว่าจะต้องนำอาหารคาวหวาน รวมทั้งกระดาษเงินกระดาษทอง ไปทำพิธีเซ่นไหว้ที่หน้าบ้านหรือบริเวณทางแยกเพื่อเซ่นไหว้บูชาเทพเจ้า บรรพบุรุษ ตลอดจนวิญญาณเร่ร่อนอื่นๆ

ในปัจจุบัน“เทศกาลสารทจีน” เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๗ คือก่อนวันสารทจีนหนึ่งวัน เรียกว่า “วันจ่าย” ซึ่งถือเป็นสีสันสำคัญอย่างหนึ่งในเทศกาลสารทจีน เป็นวันที่ชาวไทยเชื่อสารจีนจะไปตลาดเพื่อจับจ่ายซื้ออาหารทั้งคาวหวานและอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการเซ่นไหว้บูชา เช่น ธูป เทียน กระดาษเงินกระดาษทอง เป็นต้น โดยบรรจงคัดสรรเฉพาะสิ่งที่ดีๆ อาหารที่ดี หรืออุปกรณ์ของใช้ดี เพื่อให้เทพเจ้าหรือบรรพบุรุษพึงพอใจ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ หรือ “วันไหว้” เป็นวันที่ชาวจีนจะประกอบพิธีในการเซ่นไหว้บูชาเทพเจ้า บรรพบุรุษและวิญญาณเร่ร่อน โดยจะจัดสำรับเซ่นไหว้ จำนวน ๓ ชุดด้วยกัน ดังนี้

  1. สำรับที่ ๑ สำหรับไห้วเจ้าที่ ซึ่งชาวจีนในประเทศไทยนิยมไหว้กันในช่วงเช้าเป็นลำดับแรก สำรับเจ้าที่จะประกอบด้วยอาหารคาวหวาน มีขนมที่ใช้ไหว้ เช่น ขนมถ้วยฟู กุยช่าย ส่วนขนมพิเศษที่จะต้องมีในวันสารทจีนเลย ก็คือ ขนมเทียน และขนมเข่ง นอกจากนั้น ก็มีผลไม้ต่างๆ น้ำชาหรือเหล้าจีน และกระดาษเงินกระดาษทอง
  2. สำรับที่ ๒ สำหรับไห้วบรรพบุรุษ ซึ่งจะไหว้ในตอนเช้าหลังจากไหว้เจ้าที่เจ้าทางเรียบร้อยแล้วอาหารคาวหวานและของไหว้ต่างๆ สำหรับไหว้บรรพบุรุษนั้นคล้ายกับชุดสำหรับไหว้เจ้าที่ เแต่จะเพิ่มอาหารที่บรรพบุรุษเคยชอบในสมัยยังมีชีวิตอยู่ ตามธรรมเนียมจะต้องมีอาหารที่เป็นน้ำแกงหรือขนมน้ำใสวางข้างชามข้าว พร้อมด้วยน้ำชาจัดชุดตามจำนวนของบรรพบุรุษ
  3. สำรับที่ ๓ สำหรับไห้ววิญญาณเร่ร่อนหรือวิญญาณไม่มีญาติ การไหว้วิญญาณเหล่านี้นิยมไหว้ในช่วงบ่ายบริเวณนอกบ้าน ของไหว้ประกอบด้วย อาหารคาวหวานและผลไม้ตามต้องการ แต่ที่พิเศษคือ ข้าวหอมแบบจีนโบราณ กับข้าวต่างๆ เผือกนึ่งผ่าซีกเป็นเสี้ยวใส่ถาด เส้นหมี่ห่อใหญ่ เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง โดยจัดทุกอย่างวางรวมกันสำหรับเซ่นไหว้

เมื่อเสร็จสิ้นพิธีไหว้ดังกล่าวญาติที่น้องผู้ร่วมประกอบพิธีเซ่นไหว้ก็จะนำสำรับอาหารที่เซ่นไหว้มารับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ญาติพี่น้องไปถามไถ่สารทุกข์สุขดิบหรือพูดคุยสังสรรค์ ซึ่งถือเป็นการกระชับความสัมพันธระหว่างคนในครอบครัวให้แน่นแฟ้นกันยิ่งขึ้น

ประเพณีสารทไทย

สำหรับชาวไทยพุทธเองก็มีประเพณีที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษและผู้มีพระคุณ เรียกว่า “ประเพณีสารทไทย” หมายถึง เทศกาลทำบุญสิ้นเดือนสิบ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ตามปฏิทินไทย หรือประมาณเดือนกันยายนหรือตุลาคม ซึ่งเป็นการทำบุญกลางปีเพื่อความเป็นสิริมงคล และเพื่ออุทิศส่วนให้ญาติพี่น้องผู้ล่วงลับ ซึ่งเชื่อกันว่าญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วจะมีโอกาสได้กลับมารับส่วนบุญส่วนกุศลที่ลูกหลานหรือญาติพี่น้องได้อุทิศให้อย่างเต็มที่ ซึ่งอานิสงฆ์แห่งบุญนี้สามารถช่วยให้ผู้ล่วงลับหมดหนี้กรรมได้ไปเกิดใหม่ หรือทำให้เป็นสุข

คำว่า “สารท” มาจากคำว่า “ศารท” ในภาษาอินเดีย หมายถึง “ฤดูใบไม้ร่วง” ซึ่งฤดูดังกล่าวจะมีเฉพาะในประเทศแถบยุโรปและในอินเดียทางตอนเหนือ เป็นช่วงเวลาที่พืชพันธุ์ธัญหารจะให้ผลผลิตครั้งแรกของฤดู ประชาชนต่างพากันยินดีและจึงจัดเทศกาลงานรื่นเริงเฉลิมฉลองกัน บางแรกนำผลผลิตที่ได้ในครั้งแรกนี้ไปสังเวยหรือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อแสดงความเคารพที่ดลบันดาลให้พืชพันธุ์ธัญหารอุดมสมบูรณ์จนสามารถเก็บเกี่ยวได้ ประเพณีสารทในประเทศไทยนั้นเริ่มปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ตามที่ปรากฏหลักฐาน ในหนังสือนางนพมาศ สันนิฐานว่า น่าจะได้รับอิทธิพลทางคติความเชื่อเกี่ยวกับผลผลิตครั้งแรกของฤดูจากอินเดีย แต่เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยวของไทย จึงมีการปรับเปลี่ยนนำข้าวเก่ามาปรุงด้วยข้าวเม่า ข้าวตอก ผสมกับถั่ว งา และน้ำตาล กวนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันจนได้เป็น “กระยาสารท” ซึ่งถือเปผ็นขนมสำคัญของประเพณีสารทไทย ซึ่งเชื่อกันว่าหากไม่ได้นำขนมกระยาสารทไปทำบุญตักบาตรถวายพระสงฆ์ ญาติผู้ล่วงลับจะได้รับความเดือดร้อนอดอยาก จึงกลายเป็นธรรมเนียมที่ต้องนำขนมกระยาสารทไปถวายพระสงฆ์ นอกจากนี้ช่วงเลาดังกล่าวยังเป็นช่วงที่กล้วยไข่ให้ผลผลิต ชาวบ้านจึงนิยมนำกล้วยไข่ไปถวายให้พระสงฆ์ฉันท์ควบคู่กับขนมกระยาสารทอีกด้วย

ประเพณีสารทในประเทศไทยนั้นมีชื่อเรียกและธรรมเนียมปฏิบัติแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย โดยประเพณีสารทที่ปรากฏในประเทศไทยสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

  1. ประเพณีสารทไทยในภาคกลาง ก่อนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ชาวบ้านจะจัดเตรียมอาหารและกวนขนมกระยาสารทนำไปถวายพระสงฆ์ที่วัด พร้อมทั้งถือศีลฟังธรรม และกวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ญาติพี่น้องผู้ล่วงลับ ในบางท้องถิ่นจะทำขนมเพื่อบูชาพระแม่โพสพ ผีนา ผีไร่ โดยวางตามคันนาหรือตามกิ่งไม้ต้นไม้ เพื่อขอให้ช่วยปกป้องรักษาให้ผลผลิตเจริญงอกงามสมบูรณ์
  2.  ประเพณีสารทไทยในภาคเหนือ หรือประเพณี “ตานก๋วยสลาก” คำว่า “ก๋วย” แปลว่า ตะกร้าหรือชะลอม ก่อนถึงวันงาน ๑ วัน เรียกว่า “วันดา” หรือ “วันสุกดิบ” ชาวบ้านจะจัดเตรียมของใช้อาหารคาวหวานเช่น ข้าวสาร กะปิ ชิ้นปิ้ง เนื้อเค็ม จิ้นแห้ง แค็บหมู เมี่องและผลไม้ต่างๆ โดยผู้ชายจะทำหน้าที่เป็นคนสาน “ก๋วย” กรุภายในด้วยใบตอง เสียบด้วยไม้ไผ่เหลาเป็นก้านเล็กสำรับเสียบสตางค์ หรือบุหรี่เพื่อทำเป็นยอดก๋วย เมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ ชาวบ้านจะนำก๋วยไปจัดเป็นสลากภัต แล้วให้พระสงฆ์จับสลากด้วยหลัก “อุปโลกนกรรม” คืออาหารที่ถวายมีทั้งที่มีมูลค่ามากน้อยแตกต่างกันตามแต่ว่าพระสงฆ์จะจับสลากได้
  3. ประเพณีสารทไทยในภาคใต้ มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ประเพณีทำบุญเดือนสิบ , ประเพณีทำบุญตายาย และประเพณีจัดหมฺรับ คำว่า “หมฺรับ” แปลว่า สำรับ คือการจัดอาหารสำรับอาหารสำรับถวายพระสงฆ์ ส่วนมากเป็นอาหารแห้งและขนม ๕ อย่าง ที่สื่อความหมาย ได้แก่ ขนมพอง เพื่อให้แพลอยพาบรรพบุรุษข้ามพ้นสังสารวัฏ , ขนมลา เพื่อใช้เป็นแพรพรรณเครื่องนุ่มห่ม , ขนมกง หรือขนม ไข่ปลา เพื่อใช้เป็นเครื่องประดับ , ขนมบ้า เพื่อให้บรรพบุรุษใช้เล่นเป็นลูกสะบ้าในเทศสงกรานต์ และ ขนมดีซำ เพื่อให้เป็นเบี้ยสำหรับใช้สอย โดยในการถวายหมรับแด่พระสงฆ์ มักใช้วิธีจับสลากหรือ “สลากภัต” เมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ก็จะมีพิธียกหมฺรับตายาย คือการนำอาหารที่จัดเตรียมไปวางไว้บริเวณกำแพงวัดหรือใต้ต้นไม้สำหรับผีไม่มีญาติ เมื่อพระสงฆ์ทำพิธีบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลเสร็จสิ้น ชาวบ้านที่มาร่วมงานก็จะวิ่งเข้าไปแย่งชิงอาหารในหมฺรับ ด้วยเชื่อว่าจะทำให้ได้กุศล ซึ่งพิธีนี้เรียกว่า “ชิงเปรต” ซึ่งถือเป็นสีสีนสำคัญของประเพณีจัดหมฺรับเลยก็ว่าได้
  4. ประเพณีสารทไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ประเพณีทำบุญเดือนสิบ แบ่งออกเป็น ๒ ระยะด้วยกันคือ

ระยะแรก คือก่อนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ชาวบ้านจะจัดเตรียมอาหารคาวหวาน ข้าวเม่าพอง ข้าวตอก และข้าวสาก หรือกระยาสาท เพื่อถวายพระสงฆ์ และจะนำอาหารที่จัดเตรียมไว้ส่วนหนึ่งไปแจกจ่ายให้กับญาติพี่น้อง เรียกวิธีนี้ว่า “ส่งเขาส่งเรา” ผลัดกันรับกันส่งเป็นการแปลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน

ระยะที่สอง คือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ในช่วงเช้าชาวบ้านจะนำอาหารที่จัดเตรียมไว้ไปถวายพระสงฆ์และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่บรรดาญาติผู้ล่วงลับ เมื่อถึงเวลาเพล ชาวบ้านจะนำภัตตาหาร ประกอบด้วยห่อข้าวน้อย ห่อข้าวใหญ่ ข้าวสาก และอาหารอื่นๆ ไปถวายพระสงฆ์โดยวิธีจับสลาก ซึ่งชาวบ้านจะนำห่อข้าวน้อย ห่อข้าวใหญ่มาแจกจ่ายกันเองด้วย โดยห่อข้าวน้อยนั้น ชาวบ้านจะรับประทานกันที่วัด ถือกันว่าเป็นการกินในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนห่อข้าวใหญ่จำนำกลับบ้านไว้รับประทานในวันต่อๆไป ถือกันว่าเป็นการนำไปกินในปรโลก ซึ่งประเพณีห่อข้าวน้อยห่อข้าวใหญ่นี้ ปัจจุบันแทบไม่ปรากฏให้พบเห็นแล้ว มีเพียงการนำภัตตาหารและข้าวสากไปถวายเพราะสงฆ์เท่านั้น 

                ซึ่งแม้ว่าประเพณีสารทไทย จะมีชื่ออันหลากหลายและมีธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่นนั้น แต่คติสำคัญที่ยึดถือและปฏิบัติกันในทุกท้องที่ คือให้ลูกหลานได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ ด้วยการทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่บรรดาญาติพี่น้องผู้ล่วงลับ และบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่นพระแม่โพสพ และรุกขเทวดา เพื่อขอให้ผลผลิตเจริญงอกงามสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นการเผื่อแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้บรรดาภูตผี และเปรต อีกด้วย ซึ่งประเพณีดังกล่าวนอกจากจะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเลื่อมใส่ในพระพุทธศาสนาของชาวไทยแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความรักสามัคคีและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันของคนในครอบครัว ในท้องถิ่นเดียว ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีงามให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

 

 ดาวน์โหลดเอกสาร

กองวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย , ศาสนศึกษา , 2550.

ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรม ,วันสารทจีน

ที่มา : www.panyathai.or.th

พระยาอนุมานราชธน , เทศกาลและประเพณีไทย , 2502.


back>>