โครงการประชุมนานาชาติ เฉลิมฉลอง ๔๐ ปีแห่งการได้รับพระราชทานนามมหาวิทยาลัย
เรื่อง พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต : พุทธปัญญากับความรู้สมัยใหม่
ณ วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล วันที่ ๖ – ๗ สิงหาคม ๒๕๕๒



หลักการและเหตุผล

          ๑. มหาวิทยาลัยมหิดลมีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่น้อยกว่า ๑๒๐ ปี มีพัฒนาการมาจากศิริ ราชพยาบาล โรงพยาบาลแห่งแรกของประเทศ ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๑ และมหาวิทยาลัยแพทย์ ศาสตร์ในเวลา ๕๐ ปีต่อมา ใน พ.ศ. ๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระนามของสมเด็จพระราชบิดาให้เป็นชื่อใหม่ของมหาวิทยาลัยนี้ ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้เป็นเวลา ๔๐ ปีที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการสอน การวิจัยและการให้บริการ พร้อมทั้งได้ขยายสาขาวิชาออกไปให้กว้างและหลากหลายมากขึ้น

          ๒. การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระอันเป็นมงคลนี้และเป็นการสืบต่อจากการ ประชุมครั้งแรกในหัวข้อ พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ ที่จัดขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๕๐ การประชุมครั้งที่สองนี้ เน้นที่วิทยาศาสตร์แห่งจิต (Mind Sciences) โดยเฉพาะจิตวิทยาคลีนิค (Clinical Psychology) และ จิตเวชศาสตร์ (Psychiatry) ในเรื่องของสุขภาพจิต คำสอนและการปฏิบัติในพุทธศาสนามุ่งที่การ ป้องกันจิตใจไม่ให้มีความทุกข์ และการเยียวยารักษาจิตใจที่เจ็บป่วยให้คืนกลับสภาพปกติ ในนัยนี้ พุทธศาสนาและศาสตร์ทั้งสองจึงมีเป้าหมายร่วมกัน แต่แตกต่างกันในเรื่องวิธีการเยียวยารักษาตาม ธรรมชาติของศาสตร์และต้นกำเนิดของความผิดปกติทางจิต ด้วยเหตุนี้การบูรณาการพุทธศาสนาและ ศาสตร์ทั้งสองเข้าด้วยกันจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้และควรจะทำเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย ในส่วนของ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลีนิค การนำคำสอนและการปฏิบัติในพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้ร่วมกับ วิธีการจิตบำบัดในศาสตร์ของตนจะช่วยให้บุคคลเหล่านี้สามารถเยียวยารักษาจิตใจผู้ป่วยให้คืนสู่ สภาพปกติได้มากและเร็วขึ้น ในขณะเดียวกันความรู้จากการค้นพบใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะ เป็นในสาขาจิตวิทยาหรือประสาทวิทยา และแม้แต่ในพันธุกรรมศาสตร์จะช่วยขยายความรู้ความ เข้าใจของพุทธศาสนิกชนในเรื่องธรรมชาติของจิตใจ สาเหตุและลักษณะความผิดปกติได้กว้างและ ลึกซึ้งขึ้น และมีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม
           วิทยากรประกอบด้วยนักวิชาการพุทธศาสนา นักปฏิบัติธรรม จิตแพทย์ และนักจิตวิทยา คลีนิค แต่ละคนเป็นเอกในศาสตร์ของตน มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ และงานที่ทำมีผลกระทบทั้งในวง วิชาการที่เกี่ยวข้องและในสังคu3617 .โดยรวม เช่น ดร.อลันวอลเลช(Alan Wallace) แห่งสถาบันศึกษา เรื่องจิต เมืองซานตา บาร์บารา ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้มีประสบการณ์ยาวนานในด้านการวิจัย การ สอนธรรมและการปฏิบัติสมาธิแก่ศาสนิกชนศาสนาต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น เพื่อช่วยเหลือให้บุคคลเหล่านี้สามารถเติมเต็มชีวิตและมีความสุขที่สูงส่งในสังคมยุคบริโภคนิยม ศาสตราจารย์ดร.เวสนาวอลเลช(Vesna Wallace) แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ผู้เชี่ยวชาญทาง คัมภีร์พุทธศาสนาและเป็นผู้บุกเบิกเรื่องการศึกษาพุทธศาสนาในบริบททางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศมองโกเลีย ศาสตราจารย์ดร.จอห์นทีสเดล(John Teasdale) แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาการรู้การเข้าใจ (Cognitive Psychology) ผู้ บุกเบิกในการนำการเจริญสติไปผสมผสานกับความรู้ทางจิตวิทยาแขนงนี้ เพื่อบำบัดรักษาโรคซึมเศร้า ในสหราชอาณาจักร และผู้ก่อตั้งศูนย์จิตบำบัดที่ใช้การเจริญสติเป็นพื้นฐาน ดร.ลิเดียไซโลวส์กะ (Lidia Zylowaka) จิตแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (ลอส เอลเจลิส) ผู้นำการเจริญสติไป ประยุกต์ใช้รักษาผู้ป่วยจิตไม่ปกติที่โรงพยาบาลในนครลอสเอลเจลิส ดร.ชาร์ลไรสัน(Charles Raison) จิตแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยอีมอรี่ (Emory) ผู้ได้วิจัยเกี่ยวกับการนำเมตตาภาวนาไปสร้าง สุขภาพจิตให้แก่ผู้ป่วยไว้จำนวนมากและตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการทางจิตเวช การนำเสนอของ วิทยากรเหล่านี้ทั้งหมดใช้ข้อมูลจากประสบการณ์ของแต่ละคนเป็นสำคัญ ไม่ใช่จากตำราหรือหนังสือ ต่างๆ การนำเสนอเช่นนี้เท่ากับเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า คำสอนและการปฏิบัติในพุทธศาสนามี ลักษณะเป็นอกาลิโกหรือพิสูจน์ทดลองได้ด้วยประสบการณ์ของคนแต่ละคน


วัตถุประสงค์

          ๑. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมทั่วไปมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ แห่งจิต และความจำเป็นที่จะบูรณาการความรู้ทางพุทธศาสนาเข้ากับความรู้สมัยใหม่ทางจิตวิทยา เพื่อประโยชน์ของการแก้ปัญหาทางสุขภาพจิต

          ๒. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็นชาวพุทธได้เรียนรู้วิธีการทางจิตวิทยาในเรื่องการสร้าง สุขภาพจิตและการรักษาความผิดปกติทางจิต

          ๓. เพื่อให้ผู้ประชุมที่เป็นจิตแพทย์และนักจิตบำบัดได้ตระหนักถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นทั้งแก่ วิชาชีพของตนและแก่ผู้ป่วยจากการบูรณาการพุทธศาสนาเข้ากับความรู้สมัยใหม่ในการเยียวยารักษา จิตใจที่เจ็บป่วยให้กลับคืนสู่สภาวะปกติสุข



พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์แห่งจิต