อาทิตตะปะริยายะสุตตัง


( เรียงแบบสวดบาลี ไม่ได้เรียงแบบสวดมนต์แปลไทย)
หันทะ มะยัง อาทิตตะปะริยายะสุตตัง ภะณามะ เส ฯ

เอวัมเม สุตัง ฯ ข้าพเจ้า (พระอานนท์)
ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า
เอกัง สะมะยัง ภะคะวา, ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า
คะยายัง วิหาระติ คะยาสีเส, เสด็จประทับ ณ ตำบลคยาสีสะใกล้แม่น้ำคยา
สัทธิง ภิกขุสะหัสเสนะ ฯ พร้อมด้วยภิกษุ ๑,๐๐๓ รูป
ตัตฺระ โข ภะคะวา ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุ
ภิกขู อามันเตสิ ฯ ทั้งหลายให้สดับเนื้อความพระพุทธภาษิตนี้ว่า
สัพพัง ภิกขะเว อาทิตตัง ฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน
กิญจะ ภิกขะเว สัพพัง อาทิตตัง ฯ ก็อะไรเล่า ที่ชื่อว่าเป็นของร้อน
จักขุง ภิกขะเว อาทิตตัง, ภิกษุทั้งหลาย ตา เป็นของร้อน
รูปา อาทิตตา, รูปทั้งหลาย เป็นของร้อน
จักขุวิญญาณัง อาทิตตัง. วิญญาณที่เกิดจากตา+รูป เป็นอารมณ์ร้อน
จักขุสัมผัสโส อาทิตโต, การสัมผัสทางตา เป็นของร้อน
ยัมปิทัง จักขุสัมผัสสะปัจจะยา ความรู้สึกเสวยอารมณ์ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัย
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง, การสัมผัสทางตา เป็นตัวปัจจัย แม้อันใด
สุขัง วา ทุกขัง วา จะรู้สึกเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
อะทุกขะมะสุขัง วา, หรือรู้สึกไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุขก็ตาม
ตัมปิ อาทิตตัง ฯ แม้อันนั้น ก็เป็นของร้อนที่ใจ
เกนะ อาทิตตัง ฯ ร้อนเพราะอะไร
อาทิตตัง ราคัคคินา ร้อนเพราะไฟคือราคะ
โทสัคคินา โมหัคคินา, ร้อนเพราะไปคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ
อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ, ร้อนเพราะความเกิด แก่ และความตาย
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ ร้อนเพราะความเศร้าโศก ความร่ำไรรำพัน
โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ คับแค้นใจ
อาทิตตันติ วะทามิ ฯ เราจึงกล่าวว่า เหล่านี้เป็นของร้อน ฯ
โสตัง อาทิตตัง, หู เป็นของร้อน
สัททา อาทิตตา, เสียง เป็นของร้อน
โสตะวิญญาณัง อาทิตตัง, อารมณ์เกิดขึ้นทางหู+เสียง เป็นของร้อน
โสตะสัมผัสโส อาทิตโต, การสัมผัสทางหู เป็นของร้อน
ยัมปิทัง โสตะสัมผัสสะปัจจะยา เวทนาความรู้สึกเสวยอารมณ์นี้เกิดขึ้นได้
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง, เพราะอาศัยหูสัมผัสเสียงเป็นปัจจัย
สุขัง วา ทุกขัง วา จะรู้สึกเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
อะทุกขะมะสุขัง วา, ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม
ตัมปิ อาทิตตัง ฯ แม้อันนั้น ก็เป็นของร้อนที่ใจ
เกนะ อาทิตตังฯ ร้อนเพราะอะไรเล่า ?
อาทิตตัง ราคัคคินา ร้อนเพราะไฟ คือราคะ
โทสัคคินา โมหัคคินา, ร้อนเพราะไฟ คือโทสะ
โทสัคคินา โมหัคคินา, ร้อนเพราะไฟ คือโมหะ
อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ, ร้อนเพราะความเกิด แก่ และความตาย
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ ร้อนเพราะความเศร้าโศก ความร้ำไรรำพัน
โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ คับแค้นใจ
อาทิตตันติ วะทามิ ฯ เราจึงกล่าวว่า นี้เป็นของร้อน ฯ
ฆานัง อาทิตตัง, จมูก เป็นของร้อน
คันธา อาทิตตา, กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน
ฆานะวิญญาณัง อาทิตตัง, อารมณ์เกิดขึ้นทางจมูก+กลิ่นเป็นของร้อน
ฆานะสัมผัสโส อาทิตโต, การสัมผัสทางจมูก เป็นของร้อน
ยัมปิทัง ฆานะสัมผัสสะปัจจะยา เวทนาคือความรู้สึกเสวยอารมณ์เกิดขึ้นได้
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง, เพราะอาศัยการสัมผัสทางจมูกเป็นปัจจัย
สุขัง วา ทุกขัง วา รู้สึกเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
อะทุกขะมะสุขัง วา, หรือไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม
ตัมปิ อาทิตตัง ฯ แม้อันนั้น ก็เป็นของร้อนที่ใจ
เกนะ อาทิตตัง ฯ ร้อนเพราะอะไร ?
อาทิตตัง ราคัคคินา ร้อนเพราะไปคือราคะ
โทสัคคินา โมหัคคินา, ร้อนเพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ
อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ, ร้อนเพราะความเกิด แก่ และความตาย
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ ร้อนเพราะความเศร้าโศก ความร่ำไรรำพัน
โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ความแค้นใจ
อาทิตตันติ วะทามิ ฯ เราจึงกล่าวว่า เหล่านี้เป็นของร้อน
ชิวหา อาทิตตา, ลิ้นเป็นของร้อน
ระสา อาทิตตา, รสทั้งหลายเป็นของร้อน
ชิวหาวิญญาณัง อาทิตตัง, การเสวยอารมณ์ทางลิ้นเป็นของร้อน
ชิวหาสัมผัสโส อาทิตโต, การสัมผัสทางลิ้นเป็นของร้อน
ยัมปิทัง ชิวหาสัมผัสสะปัจจะยา เวทนา ความรู้สึกเสวยอารมณ์ที่เกิดขึ้น
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง, เพราะอาศัยการสัมผัสทางลิ้นเป็นปัจจัย
สุขัง วา ทุกขัง วา รู้สึกเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
อะทุกขะมะสุขัง วา, หรือไม่ใช่มุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม
ตัมปิ อาทิตตัง ฯ แม้อันนั้น ก็เป็นของร้อนที่ใจ
เกนะ อาทิตตัง ฯ ร้อนเพราะอะไร ?
อาทิตตัง ราคัคคินา ร้อนเพราะไฟคือราคะ
โทสัคคินา โมหัคคินา, ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ
อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ, ร้อนเพราะความเกิด แก่ และความตาย
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ ร้อนเพราะความเศร้าโศก ความร่ำไรรำพัน
โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ
ความคับแค้นใจ
อาทิตตันติ วะทามิ ฯ เรากล่าวว่า นี้เป็นของร้อน
กาโย อาทิตโต, กายเป็นของร้อน
โผฏฐัพพา อาทิตตา, สิ่งที่มาถูกต้องกายเป็นของร้อน
กายะวิญญาณัง อาทิตตัง, การเสวยอารมณ์ทางกายเป็นของร้อน
กายะสัมผัสโส อาทิตโต, การสัมผัสทางกายเป็นของร้อน
ยัมปิทัง กายะสัมผัสสะปัจจะยา เวทนาความรู้สึกเสวยอารมณ์นี้ เกิดขึ้น
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง, เพราะอาศัยการสัมผัสทางกายเป็นปัจจัย
สุขัง วา ทุกขัง วา รู้สึกเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
อะทุกขะมะสุขัง วา, หรือไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม
ตัมปิ อาทิตตัง ฯ แม้อันนั้น ก็เป็นของร้อนที่ใจ
เกนะ อาทิตตัง ฯ ร้อนเพราะอะไร ?
อาทิตตัง ราคัคคินา ร้อนเพราะไฟราคะ
โทสัคคินา โมหัคคินา, ร้อนเพราะไฟโทสะ ไฟเพราะไฟโมหะ
อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ, ร้อนเพราะความเกิด แก่และความตาย
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ ร้อนเพราะความเศร้าโศก ความร่ำไรรำพัน
โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ คับแค้นใจ
อาทิตตันติ วะทามิ ฯ เราจึงกล่าวว่า นี้เป็นของร้อน
มะโน อาทิตโต, ใจเป็นของร้อน
ธัมมา อาทิตตา, อารมณ์ที่เกิดกับใจเป็นของร้อน
มะโนวิญญาณัง อาทิตตัง, การเสวยอารมณ์ทางใจเป็นของร้อน
มะโนสัมผัสโส อาทิตโต, การสัมผัสทางใจ เป็นของร้อน
ยัมปิทัง มะโนสัมผัสสะปัจจะยา เวทนาความรู้สึกเสวยอารมณ์นี้ เกิดขึ้น
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง, เพราะอาศัยการสัมผัสทางใจ เป็นปัจจัย
สุขัง วา ทุกขัง วา รู้สึกเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
อะทุกขะมะสุขัง วา, หรือไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม
ตัมปิ อาทิตตัง ฯ แม้อันนั้น ก็เป็นของร้อนที่ใจ
เกนะ อาทิตตัง ฯ ร้อนเพราะอะไร ?
อาทิตตัง ราคัคคินา ร้อนเพราะไฟราคะ
โทสัคคินา โมหัคคินา, ร้อนเพราะไฟโทสะ ไฟเพราะไฟโมหะ
อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ, ร้อนเพราะความเกิด แก่และความตาย
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ ร้อนเพราะความเศร้าโศก ความร่ำไรรำพัน
โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ คับแค้นใจ
อาทิตตันติ วะทามิ ฯ เราจึงกล่าวว่า นี้เป็นของร้อน
เอวัง ปัสสัง ภิกขะเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับฟังแล้ว
สุตฺวา อะริยะสาวะโก ฯ, ย่อมเห็นอยู่อย่างนี้
จักขุสฺมิงปิ นิพพินทะติ, อริยสาวกเหล่านั้น ย่อมเบื่อหน่าย ตา
รูเปสุปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่าย รูปทั้งหลาย
จักขุวิญญาเณปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่ายในการเสวยอารมณ์ทางตา
จักขุสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่ายในการสัมผัส ด้วยตา
ยัมปิทัง จักขุสัมผัสสะปัจจะยา เวทนาความรู้สึกเสวยอารมณ์นี้ เกิดขึ้น
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง, เพราะอาศัยการสัมผัสทางตา เป็นปัจจัย
สุขัง วา ทุกขัง วา รู้สึกเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
อะทุกขะมะสุขัง วา, หรือไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุขก็ตาม
ตัสมิงปิ นิพพินทะติ ฯ ย่อมเบื่อหน่ายในเวทนา คือความรู้สึกนั้นๆ
เพราะมันเป็นเหตุทำให้ใจเร่าร้อน
โสตัสฺมิงปิ นิพพินทะติ, อริยสาวกเหล่านั้น ย่อมเบื่อหน่าย หู
สัทเทสุปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่ายใน เสียงทั้งหลาย
โสตะวิญญาเณปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่าย อารมณ์ทีเกิดขึ้น ทางหู
โสตะสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในการสัมผัส ทางหู
ยัมปิทัง โสตะสัมผัสสะปัจจะยา เวทนาความรู้สึกเสวยอารมณ์นี้ เกิดขึ้น
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง, เพราะอาศัยการสัมผัสทางหู เป็นปัจจัย
สุขัง วา ทุกขัง วา รู้สึกเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
อะทุกขะมะสุขัง วา, หรือไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุขก็ตาม
ตัสมิงปิ นิพพินทะติ ฯ ย่อมเบื่อหน่ายในเวทนา คือความรู้สึกนั้นๆ
เพราะมันเป็นเหตุทำให้ใจเร่าร้อน
ฆานัสฺมิงปิ นิพพินทะติ, อริยสาวกเหล่านั้น ย่อมเบื่อหน่าย จมูก
คันเธสุปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในกลิ่น
ฆานะวิญญาเณปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่าย ในการเสวยอารมณ์ทางจมูก
ฆานะสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในการสัมผัสทางจมูก
ยัมปิทัง ฆานะสัมผัสสะปัจจะยา เวทนาความรู้สึกเสวยอารมณ์นี้ เกิดขึ้น
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง, เพราะอาศัยการสัมผัสทางจมูกเป็นปัจจัย
สุขัง วา ทุกขัง วา รู้สึกเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
อะทุกขะมะสุขัง วา, หรือไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุขก็ตาม
ตัสมิงปิ นิพพินทะติ ฯ ย่อมเบื่อหน่ายในเวทนา คือความรู้สึกนั้นๆ
เพราะมันเป็นเหตุทำให้ใจเร่าร้อน
ชิวหายะปิ นิพพินทะติ, อริยสาวกเหล่านั้น ย่อมเบื่อหน่าย ลิ้น
ระเสสุปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ใน รส
ชิวหาวิญญาเณปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่าย ในการเสวยอารมณ์ ทางลิ้น
ชิวหาสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในการสัมผัส ทางลิ้น
ยัมปิทัง ชิวหาสัมผัสสะปัจจะยา เวทนาความรู้สึกเสวยอารมณ์นี้ เกิดขึ้น
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง, เพราะอาศัยการสัมผัสทางลิ้น เป็นปัจจัย
สุขัง วา ทุกขัง วา รู้สึกเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
อะทุกขะมะสุขัง วา, หรือไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุขก็ตาม
ตัสมิงปิ นิพพินทะติ ฯ ย่อมเบื่อหน่ายในเวทนา คือความรู้สึกนั้นๆ
เพราะมันเป็นเหตุทำให้ใจเร่าร้อน
กายัสฺมิงปิ นิพพินทะติ, อริยสาวกเหล่านั้น ย่อมเบื่อหน่าย ในกาย
โผฏฐัพเพสุปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่าย ในสิ่งที่ถูกต้องทางกาย
กายะวิญญาเณปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่าย ในการเสวยอารมณ์ ทางกาย
กายะสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในการสัมผัส ทางกาย
ยัมปิทัง กายะสัมผัสสะปัจจะยา เวทนาความรู้สึกเสวยอารมณ์นี้ เกิดขึ้น
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง, เพราะอาศัยการสัมผัสทางกาย เป็นปัจจัย
สุขัง วา ทุกขัง วา รู้สึกเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
อะทุกขะมะสุขัง วา, หรือไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุขก็ตาม
ตัสมิงปิ นิพพินทะติ ฯ ย่อมเบื่อหน่ายในเวทนา คือความรู้สึกนั้นๆ
เพราะมันเป็นเหตุทำให้ใจเร่าร้อน
มะนัสฺมิงปิ นิพพินทะติ, อริยสาวกเหล่านั้น ย่อมเบื่อหน่าย ใจ
ธัมเมสุปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่าย ในธัมมารมณ์ที่เกิดกับใจ
มะโนวิญญาเณปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่าย ในการเสวยอารมณ์ ทางใจ
มะโนสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในการสัมผัส ทางใจ
ยัมปิทัง มะโนสัมผัสสะปัจจะยา เวทนาความรู้สึกเสวยอารมณ์นี้ เกิดขึ้น
อุปฺปัชชะติ เวทะยิตัง, เพราะอาศัยการสัมผัสทางใจ เป็นปัจจัย
สุขัง วา ทุกขัง วา รู้สึกเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม
อะทุกขะมะสุขัง วา, หรือไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุขก็ตาม
ตัสมิงปิ นิพพินทะติ ฯ ย่อมเบื่อหน่ายในเวทนา คือความรู้สึกนั้นๆ
เพราะมันเป็นเหตุทำให้ใจเร่าร้อน
นิพพินทัง วิรัชชะติ ฯ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ไม่ยินดี
วิราคา วิมุจจะติ ฯ เพราะสิ้นกำหนัดไม่ยินดี จิตก็หลุดพ้น
วิมุตตัสฺมิง วิมุตตะมิติ ญาณัง เมื่อจิตหลุดพ้น ญาณก็หยั่งรู้ว่าจิตพ้นแล้ว
โหติ ฯ
ขีณา ชาติ, อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
วุสิตัง พฺรัหฺมะจะริยัง, พรหมจรรย์บริสุทธิ์หมดจด อยู่จบแล้ว
กะตัง กะระณียัง, กิจที่ควรกระทำ ได้กระทำสำเร็จแล้ว
นาปะรัง อิตถัตตายาติ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ ก็ไม่มีอีกแล้ว
ปะชานาตีติ ฯ
อิทะมะโวจะ ภะคะวา ฯ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสธรรมอันเป็น
เหตุให้ใจเร่าร้อน โดยปริยายอันนี้แล้ว
อัตตะมะนา เต ภิกขู ภิกษุเหล่านั้น ต่างก็มีใจยินดี ชื่นชมใน
ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุง ฯ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อิมัสฺมิญจะ ปะนะ ก็เมื่อตรัส เวยยากรณ์ภาษิต ละเอียดพิศดาร
เวยยากะระณัสฺมิง ภัญญะมาเน, ในธรรมอันเป็นเหตุให้ใจเร่าร้อน ขณะนั่นแล
ตัสสะ ภิกขุสะหัสสัสสะ, ภิกษุหนึ่งพันรูปนั้นก็พ้นจากอุปาทาน
อะนุปาทายะ, ทั้งหลาย
อาสะเวหิ จิตตานิ วิมุจจิงสูติ ฯ จิตหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งปวง เพราะไม่
ยึดมั่นถือมั่น ดังนี้แล