นานาสาระเกี่ยวกับพุทธศาสนา

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับมหายาน

พระพุทธศาสนามหายานในประเทศต่างๆ

พุทธศาสนามหายานในประเทศไทย
         “แม้ลัทธิมหายานเสื่อมไปจากประเทศไทยเมื่อ พุทธศตวรรษที่ ๑๘ แต่ความเชื่อถือบางอย่างอันเนื่อง ด้วยคติมหายานหาได้พลอยศูนย์ไปไม่ เช่น การปรารถนาพุทธภูมิ การนับถือพระเจ้าแผ่นดินว่ามีสถานะเป็นพระ บรมโพธิสัตว์แบ่งภาคลงมาโปรดสัตว์ เป็นต้น ลัทธิมหายานได้เข้ามาตั้งมั่นในประเทศไทยอีกระยะหนึ่งโดยชาว พุทธญวนและจีนนำเข้ามา ในสมัยกรุงธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ มีเจ้านายเชื้อพระวงศ์และผู้คนบ่าวไพร่ อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และได้พาเอาลัทธิมหายานที่ตนนับถือเข้ามาด้วย และได้สร้างวัดมหายาน ขึ้นหลายวัด ครั้นลุถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ มีพระจีนเข้ามาจากเมืองจีนรูปหนึ่งชื่ออาจารย์สกเห็ง มีกิตติคุณทางวิปัสสนาธุระ เป็นที่เลื่อมใสของชาวจีนตลอดจนชาวไทย ได้บอกบุญเรี่ยรายจากพุทธศาสนิกชนทั่วไปสร้างวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) ขึ้นที่กรุงเทพ นับเป็นวัดมหายานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานสมณศักดิ์แก่พระญวนและพระจีน ต่อมาในภาย หลังโปรดให้มีตำแหน่งฐานานุกรมขึ้นทั้ง ๒ ฝ่าย ลัทธิมหายานในประเทศไทยจึงมี ๒ นิกายคือ อนัมนิกายฝ่าย หนึ่ง กับจีนนิกายอีกฝ่ายหนึ่งตั้งแต่บัดนั้น”
(ย่อความจาก "พระพุทธศาสนาในราชอาณาจักรไทย" โดย เสถียร โพธินันทะ) http://mahamakuta.inet.co.th/buddhism/bud~317.html

ลำดับเหตุการณ์

         เมื่อประมาณ พ.ศ ๒๙๐ พุทธศาสนาได้แพร่ หลายจากประเทศอินเดียเข้าสู่แค้วนสุวรรณภูมิ ซึ่งมีชนชาติ ขอม มอญ ละว้า และไทย
         ประมาณ พ.ศ.๑๒๐๐ สมัยศรีวิชัยพุทธศาสนา มหายานได้แพร่หลายจากเกาะสุมาตราเข้า สู่เมือง ไชยาทางภาคใต้แห่งประเทศไทย ทั้งนี้ได้ความจากประวัติศาสตร์และวัตถุที่ขุดได้ใน เมืองไชยา
         ประมาณ พ.ศ. ๑๔๐๐ สมัยลพบุรี พระพุทธศาสนานิกายมหายานหรือที่เรียกว่า อาจาริยวาทได้แพร่ขยายเข้าสู่เมืองลพบุรี ทั้งนี้ได้ความจากศิลาจารึกที่ขุดได้ในเมืองลพบุรี
         ประมาณ พ.ศ.๑๖๐๐ สมัยเชียงแสนพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้แพร่หลายเข้าสู่ดิน แดนภาคเหนือของประเทศไทย
         ประมาณ พ.ศ.๑๘๐๐ สมัยสุโขทัยสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้รับเอาพุทธศาสนา เถรวาทจากประเทศลังกาเข้าสู่แคว้นสุโขทัยเรียกว่าพุทธ ศาสนาลัทธิลังกาวงศ์และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาประเทศไทยก็นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นศาสนาประจำชาติไทยตลอดเรื่อยมา พระปฐมเจดีย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปนั้น ตามหลักฐานระบุว่า สร้างโดยพระธรรมทูตของพระ เจ้าอโศกมหาราชแต่หลักฐานและวัตถุโบราณที่ขุดพบส่วนใหญ่จะบ่งบอกถึงความเคยรุ่งเรือง ของมหายานในบริเวณนั้นดังนั้นเป็นที่สันนิฐานได้ว่าทั้งเถรวาทและมหายานได้รุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้มาก่อน ความสัมพันธ์ของชาว ไทยและจีนมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนถึงสมัยอยุธยาได้มีชาวจีนอพยพเข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารมากขึ้นแต่ยังไม่ปรากฏว่ามีวัดทางฝ่ายมหายานและพระสงฆ์เกิดขึ้น แม้ว่าชาวจีนส่วนใหญ่จะนับถือพุทธศาสนามหายานและนับ ถือลัทธิขงจื้อควบคู่กัน จึงเข้าใจว่าชาวจีนในสมัยนั้นได้ใช้ศาลเจ้าประกอบพิธีตามลัทธิขงจื้อและใช้วัดไทยในการ ประกอบพิธีทางพุทธศาสนาแม้ว่าจะเป็นคนละนิกายกัน
         สมัย ธนบุรีชาวญวนซึ่งเป็นพุทธ ฝ่ายมหายานเช่นเดียวกับจีน และมีวัฒนธรรมคล้ายกันมากได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิ สมภาร ญวนได้สร้างวัดฝ่ายมหายานขึ้นเป็นวัดแรกบนฝั่งตะวันออกของกรุงธนบุรี และเมื่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวญวนและจีนได้สร้างวัดฝ่ายมหายานขึ้นอีกหลายวัดทั้งในกรุงและ นอกกรุง วัดจีนปรากฏในสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ นี้เอง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชทานสมณศักดิ์สงฆ์นิกายมหานยานเป็นครั้ง แรก สมณะศักดิ์ จีนรูปแรกคือ พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร(สกเห็ง) สมณะศักดิ์ญวนรูปแรกคือ พระครูคณา นัมสมณาจารย์ (องฮึง)อารามฝ่ายมหายานจีนแห่งแรก คือวัดย่งฮกยี่ ซี่งต่อมาได้รับ พระราชทานนามว่า วัดบำเพ็ญจีน พรต ต่อมาได้มีการสร้างวัดในฝ่ายมหายานที่สำคัญขึ้นอีก หลายวัด ดังเช่นวัดมังกรกมลาวาส วัดจีนประชาสโมสรสำนักสงฆ์อีกหลายแห่งในสมัยรัชกาล ที่ ๕ และมหายานฝ่ายจีนนิกายรุ่งเรืองสูงสุดในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน ในยุคของเจ้าคณะใหญ่สงฆ์จีนนิกายรูปที่ ๖ พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตรฯ(โพธิ์แจ้งมหาเถระ) ได้มีการสร้างวัดอันเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติที่สำคัญขึ้นอีกหลายแห่ง เช่นวัดโพธิ์เย็น วัดเทพพุทธาราม วัดโพธิทัตตาราม วัดโพธิ์แมนคุณาราม ศูนย์กลางคณะสงฆ์จีนแห่งประเทศไทยเป็นต้น

นิกายมาหายานในประเทศไทย

         พุทธศาสนาฝ่ายมหายานในประเทศ ไทยมีอยู่สองนิกาย คือ อานัม นิกาย(ญวน)และจีนนิกาย ธรรมปฏิบัติของสงฆ์มหายานโดยเฉพาะสงฆ์จีนถือปฏิบัติในหลักนิกายลุกจง(นิกายวินัย) นิกายเซียมจง(นิกายวิปัสสนาหรือนิกายเซ็น) ควบกับนิกายเหี่ยนจง(นิกายเปิด) ซึ่งปฏิบัติทั่ว ไปในวัดจีนมหายาน นิกายและมีเฉพาะสังฆารามเดียวเท่านั้นที่มีการเพิ่มปฏิบัติในหลักนิกาย มิกจง(นิกายระหัสยานนิกายหนึ่งของวัชระยานทิเบต)เป็นพิเศษคือวัดโพธิ์เย็นตลาดลูกแก จังหวัดกาญจนบุรี ในยุคนี้ได้มีการแปลพระปาฏิโมกข์ฝ่ายมหายาน นิกายวินัยซึ่งถือเป็น ปาฏิโมกข์วินัยที่เคร่งครัดที่สุดเพื่อเป็นหลักปฏิบัติควบคู่กับพระไตรปิฎกและโพธิสัตว์สิกขา ของพระสงฆ์มหายานจีนนิกาย

คัดมาจาก http://www.oursiam.net
แหล่งข้อมูลอ้างอิงอื่นๆ
         http://mettadham.ca/chinese%20monk.htm
         http://www.dhammathai.org, ข้อมูลและภาพ
         http://www.sriganapati.com, ข้อมูลและภาพ
         http://www.mahayana.in.th
         อวสานศากยวงศ์, ฉลอง เจยาคม : ภาพ

มหายานในทิเบต
          พุทธศาสนามหายานแบบพุทธันตรยานหรือตันตรมนตรยาน เป็นนิกายแรกสามารถเข้าไปตั้งในธิเบตได้สำเร็จ เป็นนิกายที่เต็มไปด้วยเวทย์มนต์อาคมขลัง ประจวบเหมาะกับที่ประเทศธิเบตมีลัทธิศาสนาเดิมยึดถือเวทย์มนต์อาคมขลังอยู่แล้ว ก็เลยเป็นที่ถูกใจคนธิเบต คณาจารย์ที่มีบทบาทสำคัญในที่นำพระพุทธศาสนาเข้าไปยังประเทศธิเบตมีชื่อว่า ปัทมสัมภวะ (Padmasambhava) ท่านเผยแผ่พระพุทธศาสนาในธิเบต จนสามารถปราบฤทธิ์พวกพ่อมดที่นับถือลัทธิโปนดั้งเดิมได้สำเร็จ ท่านเป็นต้นกำเนิดนิกายลามะที่เรียกว่า นิกายนยิงมะปะ (Nyingmapa) ในธิเบต จนก่อให้เกิดศรัทธาความเชื่อถือแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยพระราชาหลายพระองค์ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ และยังประกาศพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ต่อมามี พระอติศะได้เดินทางเข้าธิเบตทำการเผยแพร่ศาสนา ตลอดจนได้เขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่งชื่อว่า "โพธิบทประทีปศาสตร์" และแปลคัมภีร์เป็นภาษาธิเบต อักษรธิเบตก็มีรากฐานมาจากภาษาสันตกฤต
         ประเทศธิเบตนับตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๒-๒๐ มีนิกายใหญ่ๆ ที่แพร่หลายในชุมชนชาวธิเบต มีอยู่ ด้วยกัน ๔ นิกาย คือ
         ๑. นิกายนยิงมาปะ หรือ นิกายยิงมะปะ (Nyingmapa School) ถือกำเนิดจากอาจารย์ชาวอินเดียคือปัทมสัมภวะที่เดินทางมาทิเบตเมื่อ พ.ศ. 1350 ซึ่งได้รับการนับถือจากชาวทิเบตอย่างกว้างขวาง และเป็นผู้สร้างวัดสัมเยซึ่งเป็นวัดแห่งแรกในทิเบต ปัทมสัมภวะได้เผยแพร่คำสอนของนิกายตันตระจนมีสานุศิษย์ที่สำคัญหลายคน แพร่หลายถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ก็เสื่อมลง นิกายนิงมะหรือนิกายหมวกแดง เป็นนิกายสำคัญนิกายหนึ่งของพุทธศาสนาในทิเบต
นิกายนิงมะแบ่งคำสอนในพุทธศาสนาออกเป็น 9 ยานคือ
สามยานนี้เป็นคำสอนในพระสูตร
สาวกยาน
ปัจเจกพุทธยาน
โพธิสัตวยาน
ตันตระสาม คือ
กริยาตันตระ
อุปตันตระ
โยคะตันตระ
ตันตระขั้นสูงอีกสามยาน คือ
มหาโยคะ
อนุโยคะ
อติโยคะ
         จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติยานทั้งเก้าคือเพื่อก้าวพ้นโลกียะตามคำสอนของพระสมันตภัทรพุทธะ คำสอนที่เป็นเอกลักษณ์ของนิกายนี้คือ ซอกเซ็น หรือมหาบารมี เป็นการปฏิบัติโดยสวดพระนามของปัทมสัมภวะ หรือคุรุรินโปเช และการเข้าเงียบ อาจารย์คนสำคัญของนิกายนี้ได้แก่ ยอนชัล บีมาร์โอเซอร์ คุรุโชวัง คอร์เจ ลิงปา ปัทมะ ลิงปา และจัมยัง เคนเซ เป็นผู้นำคำสอนที่ปัทมสัมภวะซ่อนไว้มาเปิดเผย
         สถาบันแห่งแรกของนิกายนี้คือวัดสัมเย ตั้งโดยพระศานตรักษิต สถาบันในยุคหลังได้แก่ วัดมันโดรลิง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2219 จอร์เจดรัก สร้างเมื่อ พ.ศ. 2202 เมื่อชาวทิเบตลี้ภัยเข้าสู่อินเดีย มีการสร้างวัดในนิกายนี้หลายแห่ง เช่นที่รัฐการณาตกะ และธรรมศาลา (คัดบางส่วนมาจาก : ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ษัฏเสน. พระพุทธศาสนาแบบทิเบต. กทม. ศูนย์ไทยทิเบต. 2538)

         ๒. นิกายศากยะ (Sakya School) สืบต้นตอมาจากพระอติศะ นักปราชญ์ชาวอินเดีย มีชีวิตอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ นิกายนี้เป็นนิกายสำคัญนิกายหนึ่งของพุทธศาสนาในทิเบต รากฐานของคำสอนมาจากวิรูปะ โยคีชาวอินเดียผ่านทาง คายธร ดรอกมี สักยะเยเช ลูกศิษย์ของสักยะเยเชคือ คอน คอลจ็อก เจลโป ได้สร้างวัดชื่อวัดสักยะ จึงกลายมาเป็นชื่อนิกาย อาจารย์ที่สำคัญซึ่งเป็นผู้นำหลักของนิกายสักยะเรียกว่า ปัญจะสังฆราช ได้แก่ ลาเซ็น กุงกะนิงโป, โสนัมเซโม, ดักปะ เจลเซ่น, สักยะบัณฑิตกุงกะ เจลเซ่น, และโดรกอน โชกยัล พักปะ นอกจากนี้ยังมีอาจารย์ที่ร่วมพัฒนานิกายสักยะ เรียกอลังการทั้ง 6 เช่น งอเซ็น กุงกะ ซังโป, ซองปะกุง กะนัมกยัล, โครัมเสนัม เซ็งเก, สักยะ โชเด็น เป็นต้น
         oนิกายสักยะมีการแบ่งเป็นนิกายย่อยหลายนิกายเช่นเดียวกับนิกายอื่นๆ คำสอนที่ถือเป็นแก่นของนิกายคือ ลัมเดร มรรควิถีและผล ปรัชญาทางมรรควิถีของนิกายนี้ถือว่าไม่สามารถแยกสังสารวัฏและพระนิพพานออกจากกันได้ เพราะจิตมีรากฐานอยู่ทั้ง 2 อย่าง ดังนั้น ผู้ฝึกฝนจำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ทั้ง 2 สภาวะ การปฏิบัติที่เป็นหลักของนิกายนี้คือ เหวัชระ จักรสัมภวะ ตันตระและมารกกาล
         o นิกายสักยะเคยมีบทบาททางการเมืองการปกครองทิเบตอยู่ราว 100 ปี เนื่องจากสักยะบัณฑิตได้ไปเผยแพร่พุทธศาสนาที่มองโกเลียจนเป็นที่เลื่อมใสของโกดันข่าน ต่อมา พักปะ หลานชายของสักยะบัณฑิตประดิษฐ์อักษรพัก-ปาเพื่อใช้เขียนภาษามองโกเลีย กุบไลข่านพอใจผลงานของพักปะจึงแต่งตั้งให้พักปะมีอำนาจปกครองทิเบต 3 แคว้น ถือว่าพักปะเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ทิเบตที่มีอำนาจทั้งทางศาสนาและการเมือง (คัดมาจาก:ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ษัฏเสน. พระพุทธศาสนาแบบทิเบต. กทม. ศูนย์ไทยทิเบต. 2538)

         ๓. นิกายกาคะยุปะ (Kagyupa School) มีพระนโรปะชาวอินเดียเป็นผู้เริ่มตั้งนิกาย

         ๔. นิกายเกลุกะปะ (Gelukpa School) ตั้งขึ้นโดยพระธิเบตชื่อว่า สองขะปะ นิกายของท่านเป็นนิกายที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประเทศธิเบต นับเป็นนิกายที่เจริญสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ดาไล ลามะ ทุกองค์จะสังกัดในนิกายนี้ทั้งสิ้น
         การปฏิบัติตามหลักนิกายนี้ จะต้องผ่านการฝึกหัดชั้นสูงเสีย เรียกว่า ลามะ โดยใช้เวลาถึง ๒๐ ปี จะต้องขัดเกลานิสัยจิตใจให้ตั้งอยู่ในความสงบ ไม่เกิดความฟุ้งซ่าน การสั่งสอนเน้นฝึกอุปนิสัยของผู้เรียนเป็นหลัก ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นลามะแล้วย่อมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิอย่างแท้จริง พระลามะของธิเบตจึงเป็นผู้ปฏิบัติธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดมีสมาธิอันดีเลิศ เพราะว่าได้ผ่านการชำระจิตใจมาเป็นเวลานาน ความเป็น ลามะจึงมีความสมบูรณ์มากในตัวบุคคลที่ผ่านการฝึกหนักมาแล้ว
         http://www.mahayana.in.th/buddhism/vajrayan.html
         http://www.dhamma.th.gs/web-d/hamma/WebPage/vajarayana.html
         http://www.sriganapati.com/index.php?option=com_content&task=view&id=34&Itemid=1
         http://www.guanim.com/html/fPage9.html

พระพุทธศาสนามหายานในประเทศจีน
 http://www.fgs-th.com/mahayana/sect1.html
         พระพุทธศาสนาเข้าไปสู่ประเทศจีน ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๖ ในสมัยราชวงศ์ฮั่น พระเจ้าจักรพรรดิฮั่นมิ่งเต้หรือฮั่นเม้งเต้ พระองค์ทรงเห็นมนุษย์ทองคำมีแสงรัศมีสว่าง พุ่งออกจากด้านหลังถึงคอ เหาะมาในบรรยากาศและลงมาสู่พื้นดิน พระองค์ได้รับถวายคำแนะนำจากโหรประจำราชสำนักว่า มนุษย์ทองคำที่เหาะมาในความฝันนั้น บางทีอาจจะเป็นพระพุทธเจ้าจากประเทศอินเดียก็ได้ พระเจ้ามิ่งเต้จึงได้ทรงส่งคณะทูตไปประเทศอินเดียเพื่อให้นำเอาพระพุทธศาสนากลับมาสู่ประเทศจีน เมื่อคณะทูตกลับมาสู่ราชสำนักโลยาง (Lo-yang) พร้อมกับคณะที่มาด้วยเป็นพระภิกษุชาวอินเดีย ๒ รูป ชื่อว่า พระกัสปมาตังคะและพระธรรมรักษ์ ซึ่งก็นำเอาพระพุทธรูปและคัมภีร์ทางศาสนาเข้ามาด้วย พระภิกษุชาวอินเดียทั้งสองได้รับการต้อนรับด้วยความยินดียิ่งจากพระเจ้ามิ่งเต้ และให้พำนักอาศัยอยู่ที่ วัดม้าขาว(๑) (White Horse Temple) หรือภาษาจีนเรียกว่าวัด "แปะเบ้ยี่" และถือว่าเป็นวัดแรกที่สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ม้าที่บรรทุกพระธรรมคัมภีร์มา ในเวลาต่อมา ท่านทั้งสองก็ได้แปลพระสูตรเป็นภาษาจีน ๔๒ สูตร และนับได้ว่าพระเจ้าฮั่นมิ่งเต้เป็นปฐมกษัตริย์ที่ทรงนับถือพระพุทธศาสนาเป็นพระองค์แรกของประเทศจีน

พระพุทธศาสนาในสมัยสามก๊กหรือยุคน่ำปัก

         ในยุคนี้เรียกได้ว่าเป็นยุคปลายสมัยสามก๊ก พระเจ้าโจผีราชวงศ์โจโฉ ทรงอาราธนาพระภิกษุ ชาวอินเดียชื่อว่า "พระธรรมกาละ" เข้ามาเป็นพระอุปัชฌาย์แก่ประชาชนชาวจีนที่ต้องการอุปสมบท ก่อนหน้านี้ชาวจีนอุปสมบทไม่ได้ นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ชาวจีนอุปสมบทในประเทศของตนได้ พระธรรมกาละยังได้แปลวินัยปาฏิโมกข์ขึ้นเป็นการเปิดศักราชแห่งนิกายวินัยขึ้นในจีนอีกด้วย

พระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์จิ้น
         
พระพุทธศาสนาได้แพร่ไปยังประชาชนทั่วไป ธรรมทูตจากเอเซียกลางบ้าง จากอินเดียบ้าง จาริกเข้าสู่ประเทศจีนไม่ขาดระยะ สมัยนี้ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองมาก หลวงจีนฟาเหียนได้เดินทางไปศึกษาภาษาสันสกฤตและพระธรรมวินัยควบคู่กันไป และท่องเที่ยวนมัสการสังเวชนียสถานทั่วชมพูทวีป แล้วเดินทางกลับทางเรือผ่านเกาะสิงหล เกาะชวา กลับถึงประเทศจีน เมื่อ พ.ศ. ๙๕๗ รวมระยะเวลา ๑๕ ปี ท่านได้นำพระธรรมวินัยปิฎกและพระปฏิมากรกลับมาด้วย ในครั้งนั้นท่านยังได้เขียนจดหมายเหตุเรื่องเดินทางไปประเทศอินเดียอย่างละเอียดลออสามารถใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของนักค้นคว้าทั่วไป และได้ลงมือแปลคัมภีร์ที่นำมาจากอินเดียด้วย
          ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ท่านกุมารชีพซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วเอเซียกลางที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "ติปิฏกธราจารย์" ได้รับนิมนต์ให้เข้ามาสู่ประเทศจีน ท่านกุมารชีพทำการแปลพระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม มากกว่า ๓๐๐ ผูก และแปลศาสตร์ต่างๆ ของฝ่ายศูนยตวาทิน ทำให้ปรัชญามาธยมิกเจริญแพร่หลาย พร้อมกันนั้นยังได้แปลคัมภีร์สัตยสิทธิศาสตร์ ผลงานของท่านได้รับความนับถืออย่างสูง โดยเฉพาะภาษาหนังสือที่ท่านแปลออกมาสู่ภาษาจีนเป็นสำนวนที่ไพเราะซาบซึ้ง จนถือเป็นแบบฉบับของภาษาชั้นสูงของประเทศจีน ประชาชนหันมานับถือพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก วัดอารามได้ถูกสร้างขึ้นเป็นจำนวนมาก

พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าเหลียงบู๊ตี้
         
ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ พระเจ้าเหลียงบู๊ตี้เป็นปฐมราชวงศ์เหลียง ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเจ้าอโศกของจีน พระองค์วางรากฐานพระพุทธศาสนาไว้อย่างมั่นคง ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญแพร่หลาย ในยุคนี้ท่านโพธิธรรมซึ่งชาวจีนเรียกว่า "ตั้กม้อโจ้วซือ" ท่านเป็นผู้นำนิกายเซียมจงหรือนิกายเซนเข้ามาสู่ประเทศจีน ทางอุตตรนิกายยกย่องท่านในตำแหน่งพระบุพพาจารย์อันดับหนึ่ง นิกายของท่านได้รับการยกย่องนับถืออย่างสูงจากพระเจ้าจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ถัง และในปลายศตวรรษที่ ๑๒ ก็มีพระโพธิรุจิอีกรูปหนึ่งเดินทางเข้าสู่ประเทศจีน ท่านได้แปลทศภูมิศาสตร์และศาสตร์อื่นๆ อีกมากมายพร้อมกับให้กำเนิดนิกายภูมิศาสตร์
         ในปลายศตวรรษที่ ๑๒ นี้ ก็ยังมีคณาจารย์จีนอีกท่านหนึ่งชื่อว่าตี้เจี้ย ได้ประกาศปรัชญานิกายเทียนไท้แพร่หลาย ท่านเป็นผู้ที่มีเกียรติคุณโด่งดังมีศิษย์บริวารเป็นจำนวนมาก นิกายเทียนไท้เจริญมากในประเทศจีน และยังเป็นที่เคารพของพระเจ้าจักรพรรดิอีกด้วย

พระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์ถัง
         
พระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์ถัง มีพระภิกษุชาวจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังท่านหนึ่ง ชื่อว่าเฮี่ยงจัง หรือเรารู้จักกันในนาม "พระถังซำจั๋ง" เป็นชาวมณฑลโฮนาน ท่านเป็นติปิฏกธราจารย์ ได้เดินทางไปศึกษาพุทธธรรมในประเทศอินเดีย โดยได้ไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่มหาวิทยาลัยนาลันทา ประกอบกับท่องเที่ยวนมัสการปูชนียสถานที่อินเดีย รวมเวลาไปกลับ ๑๖ ปี เมื่อจาริกกลับประเทศจีนท่านได้เริ่มแปลคัมภีร์ได้จำนวนได้ ๑,๓๓๕ ปริเฉท และยังได้เขียนบันทึกการเดินทางไปอินเดียชื่อว่าบันทึกแคว้นตะวันตก หนังสือเล่มนี้ ได้นำประโยชน์อย่างมหาศาลแก่นักศึกษาผู้ค้นคว้าหรือนักโบราณคดี ตลอดถึงนักประวัติศาสตร์ นักศาสนา ได้รับประโยชน์เช่นกัน เพราะท่านได้บันทึกลัทธิศาสนาของประเทศอินเดียโบราณและของประเทศบริเวณแถบเอเซียกลาง
         ในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ก็มีสมณอี้จิง ชาวเมืองฟันยาง จาริกไปประเทศอินเดียศึกษาพระธรรมวินัยด้วยความเพียรอยู่ร่วม ๒๕ ปี ได้เดินทางไปหลายประเทศ และเดินทางกลับประเทศจีนโดยทางเรือ พร้อมทั้งอัญเชิญพระคัมภีร์มาเกือบ ๔๐๐ ผูก ท่านได้ร่วมกับพระภิกษุอื่นแปลพระคัมภีร์รวมได้ ๕๖ เรื่อง
พระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์ถัง นับได้ว่าเป็นสมัยที่พระพุทธศาสนาได้เจริญถึงขีดสูงสุด จนได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของพระพุทธศาสนาในประเทศจีนเลยทีเดียว ประชาชนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า ชนชั้นปัญญาชนได้ช่วยกันสนับสนุนเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างสำคัญ

พระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์หงวน
         
พระพุทธศาสนาในสมัยของราชวงศ์หงวน ปรากฏว่าพระเจ้ากุ๊บไลข่านทรงเลื่อมใสพระพุทธศาสนาแบบมหายานในลัทธิตันตระมนตรยานแบบธิเบต และทรงยกย่องพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำสำนัก โปรดให้พิมพ์พระไตรปิฎกขึ้นใหม่ ยกเลิกเก็บภาษีวัด ทรงศรัทธามากในพระลามะ ธิเบตรูปหนึ่งชื่อว่า ฟาซือปา ในกาลต่อมาลามะฟาซือปาได้รับการสถาปนาให้เป็นสกลสังฆปริณายก

พระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์เหม็ง
         
ในสมัยราชวงศ์ของพระเจ้าไท่โจ้ว หรือฮั่งบู๊ พระพุทธศาสนาได้รับการยกย่องเป็นอย่างดีจากกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิกายสุขาวดีกับนิกายเซน ได้รับการยกย่องจากราชการอีกด้วย
         แต่เมื่อมาถึงสมัยของพระเจ้าซีจง กษัตริย์องค์นี้เลื่อมใสในลัทธิเต๋ามาก และกระทำพระองค์เป็นปฏิปักษ์กับพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาจึงถูกทำลายครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เริ่มทำลายพระพุทธรูปทำลายวัด ให้นักบวชพวกเต๋ายินเข้าไปอยู่ในวัด วัดถูกแปลงเป็นสำนักเต๋า

พระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์ชิงหรือเซ็ง
         
เมื่อราชวงศ์เซ็งซึ่งเป็นเผ่าแมนจูได้บังคับให้ประชาชนไว้ผมเปีย และให้แต่งกายแบบแมนจู มีชาวจีนโดยเฉพาะพวกฮั่นได้ถูกประหารชีวิตไปเป็นจำนวนมาก กิจการทางด้านพระพุทธศาสนา กลับกวดขันในการบวช โดยต้องได้รับอนุญาตจากทางการก่อนจึงจะบวชได้ ห้ามสร้างวัดใหม่ แต่ก็ยังให้การสนับสนุนทางศาสนาอยู่บ้าง เช่น ให้รวบรวมพระไตรปิฎกถวายวัดทุกวัด พร้อมทั้งให้แปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาแมนจูเรีย ทรงอุปถัมภ์เฉพาะพระลามะเท่านั้น

พระพุทธศาสนาในสมัยจีนเป็นสาธารณรัฐ
         
หลังจากระบอบการปกครองด้วยพระมหากษัตริย์ล้มสลาย หันมาปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ ทำให้จีนไม่มีศูนย์กลางแห่งความสามัคคี พวกทหารนายกอง นักการเมือง ต่างแย่งชิงแสวงหาอำนาจ ทุกคนมีความต้องการเป็นประธานาธิบดีด้วยกันทั้งสิ้น
          สถานการณ์ทางพระพุทธศาสนา ในสมัยที่ประเทศจีนปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ พระพุทธศาสนาก็เป็นเหมือนวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งเสื่อมถอยลง ไม่เฉพาะศาสนาพุทธเท่านั้น ศาสนาทุกศาสนาก็ถือว่าขัดกับลัทธิมาร์กซ์ทั้งสิ้น ลัทธิคอมมิวนิสต์ถือว่า ศาสนานั้นเป็นกาฝากสังคม (Social Parasite) สูบเลือดเอาประโยชน์จากสังคม แต่คืนกำไรให้กับสังคมน้อย ศาสนาเป็นเหมือนกับยาฝิ่น (Religion is Opium) ทำให้คนพัฒนาได้ยาก เป็นคนไร้ประสิทธิภาพ ดังนั้น ศาสนาจึงไม่ควรจะมีอยู่เคียงคู่กับลัทธิคอมมิวนิสต์ หลังจากแผ่นดินใหญ่ถูกปกครองด้วยคอมมิวนิสต์ ฝ่ายจีนเสรีซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นชาวพุทธได้อพยพไปอยู่เกาะฟอร์โมซาหรือประเทศไต้หวันในปัจจุบัน
นิกายสำคัญของมหายานในประเทศจีน
         เมื่อพระพุทธศาสนา เข้าไปเจริญในประเทศจีนแล้ว คณาจารย์จีนได้ย่อยธรรมะโดยเอาความรู้สึกนึกคิดอันเป็นพื้นฐานของจีนมาอธิบายตั้งเป็นสำนักนิกายต่างๆ ขึ้น มีลักษณะผิดไปจากนิกายอินเดีย นิกายที่เกิดขึ้นในเมืองจีนแท้ๆ คือ นิกายสัทธรรมปุณฑริก (เทียนไท่จง) นิกายเซ็นหรือธฺยาน (เสี่ยมจง) นิกายอวตํสกะ (ฮั่วเงี่ยมจง) และนิกายสุขาวดี (เจ่งโท้วจง) นอกจากนี้ยังมีนิกายที่สำคัญๆ อีกหลายนิกาย เมื่อรวมทั้งที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้รวมเป็น ๘ นิกาย จะได้กล่าวถึงประวัติการก่อตั้งคัมภีร์สำคัญ และหลักธรรม ตามลำดับดังต่อไปนี้

นิกายสำคัญของมหายานในจีน

         1. นิกายสัทธรรมปุณฑริก (เทียนไท่จง)
         2.นิกายเซ็นหรือธฺยาน (เสี่ยมจง)
         3.นิกายอวตํสกะ (ฮั่วเงี่ยมจง)
         4. นิกายสุขาวดี (เจ่งโท้วจง)
         5.นิกายตรีศาสตร์ (ซาหลุ่งจง)
         6.นิกายธรรมลักษณะ (ฮวบเซี่ยงจง)
         7. นิกายวินัย (หลุกจง)
         8. นิกายมนตรยาน (มิกจง)

         http://www.fgs-th.com/mahayana/sect1.html
         http://board.palungjit.com/showthread.php?p=1061831

พระพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่น
         พระพุทธศาสนาได้แพร่หลายจากประเทศเกาหลีเข้าไปสู่ดินแดนประเทศญี่ปุ่น ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ในสมัยแผ่นดินของพระเจ้าจักรพรรดิกิมเมอิ (จักรพรรดิองค์ที่ ๒๙ ของญี่ปุ่น) เนื่องจากวัฒนธรรมสมัยนั้นของญี่ปุ่นยังอยู่ระดับต่ำมาก ศาสนาชินโตก็เพิ่งจะเริ่มก่อตั้งขึ้น มีหลักปรัชญาและหลักคำสอนที่ไม่สามารถจะเปรียบเทียบกับหลักปรัชญาและหลักคำสอนของพุทธศาสนาได้ พระจักรพรรดิกิมเมอิจึงรับเอาศาสนาพุทธเข้าประเทศญี่ปุ่น แต่ที่ปรึกษาฝ่ายการทหารและฝ่ายทางลัทธิชินโตไม่เห็นด้วย พยายามขัดขวางการเผยแพร่ของศาสนาพุทธทุกวิถีทาง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำพระพุทธศาสนาไม่สามารถแพร่หลายออกไปในหมู่ชนชั้นต่างๆ ต่อมา ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๒ พระเจ้าจักรพรรดิโยเม (จักรพรรดิองค์ที่ ๓๑) ได้โปรดให้สร้างพระพุทธรูปยากุชินโยโร (ได้แก่พระพุทธรูปตถาคตไภษัชยคุรุ) พระพุทธรูปองค์นี้สร้างเสร็จหลังจากที่พระองค์สวรรคตแล้ว ๒๐ ปี และปัจจุบันอยู่ในวัดโฮระยูจิ (วัดนี้มีชื่อเสียงมากและเป็นสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยไม้เก่าแก่ที่สุดในโลก)
         พระพุทธศาสนาเริ่มแพร่หลายในหมู่ชุมชน เมื่อพระเจ้าจักรพรรดินีซุยโกะ (เป็นพระน้องนางของพระเจ้าจักรพรรดิโยเม และมีเจ้าชายโชโตกุซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าจักรพรรดิโยเม เป็นผู้สำเร็จราชการ รวมทั้งรับตำแหน่งรัชทายาทของพระจักรพรรดินีซุยโกะ) ขึ้นครองราชย์ พระนาง ซุยโกะได้ตราพระราชเสาวนีย์เกี่ยวกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยให้ยึดถือเป็นนโยบายของประเทศ ประกอบกับผู้สำเร็จราชการคือ เจ้าชายโชโตกุ ได้พิจารณาเห็นว่า พระพุทธศาสนาเป็นแหล่งความคิดที่ก่อให้เกิดปัญญา พระองค์ได้พยายามส่งเสริมฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเป็นการใหญ่ในทุกวิถีทาง เจ้าชายโชโตกุถือว่าเป็นพระเจ้าอโศกแห่งประเทศญี่ปุ่นก็ว่าได้ พระองค์ได้ส่งคณะทูตและนักศึกษาไปยังประเทศจีน เพื่อศึกษาค้นคว้าหลักธรรมของพระพุทธศาสนากับวัฒนธรรมอื่นๆ ของจีน เพื่อหวังประโยชน์ที่จะนำมาปรับปรุงประเทศญี่ปุ่นต่อไป
         การปฏิรูปสังคมและวัฒนธรรมต่างๆ ก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่ประเทศญี่ปุ่นอย่างคาดไม่ถึง กฎหมายที่ประกาศใช้ในราชการนี้ล้วนแต่มีอิทธิพลของพระพุทธศาสนาเป็นยาดำปนอยู่เป็นอันมาก และเจ้าชายโชโตกุยังประกาศพระบรมราชโองการอุปถัมภ์พระรัตนตรัยอย่างเป็นทางการอีกด้วย ศาสนาพุทธจึงได้รับความนิยมแพร่หลายกลายเป็นศาสนาประจำชาติโดยปริยาย ยุคนี้นับเป็นยุคที่ศาสนาพุทธในญี่ปุ่นมีความเจริญมากยิ่งกว่ายุคใดๆ มีการส่งคณะทูตไปประเทศจีนหลายครั้ง แต่ละครั้งก็ได้อัญเชิญพระไตรปิฎก และนำอารยธรรมของชาวจีนกลับมาด้วย พระสูตร พระวินัย พระธรรมอื่นๆ จำนวนมากมาย และเจ้าชายโชโตกุได้ทรงเริ่มงานเกี่ยวกับพระสูตรโดยเขียนเป็นอรรถกถาอธิบายไว้ อรรถกถาชุดนี้มีอยู่ ๓ เล่ม เรียกรวมกันว่า "ซันเกียวคิโช" อันได้แก่ ยุยมาเกียว โชมันเกียว และโฮกเกเกียว ทั้ง ๓ เล่มแบ่งออกเป็น ๘ บรรพ เป็นตำราทางพระพุทธศาสนาชุดแรก ที่เขียนเป็นภาษาญี่ปุนและสูตรอรรถกถาอีก ๓ เล่ม มีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่นมาก เล่มแรกคือ ยุยมาเกียว เป็นหลักคำสอนเกี่ยวกับฝ่ายมหายาน ส่วน ๒ เล่มหลังเกี่ยวกับคำอธิบายหลักคำสอนทางเอกยานโดยเฉพาะ
         เอกยาน หมายถึงวิถีชีวิตไม่ว่าจะมีสภาพใด ก็สามารถจะตรัสรู้ได้ โดยไม่มีความแตกต่างระหว่างสิ่งที่มีชีวิต เอกยานมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือ พุทธภาวะอันเที่ยงแท้ แต่พุทธภาวะนี้อยู่เหนือกาละ และเทศะ เพราะเป็นธรรมหรือกฎนิรันดรมีอยู่ในตัวเองไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่เกิดและไม่ตาย และเป็นจุดประสงค์สุดท้ายของมนุษย์ที่แสวงหาทางการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงพุทธภาวะอันเที่ยงแท้ ตามคำอธิบายของเอกยานกล่าวว่า ทุกคนไม่ว่าจะถือเพศคฤหัสถ์หรือเพศบรรพชิตสามารถปฏิบัติได้ โดยไม่ถือเป็นข้อแตกต่างแต่อย่างใด กล่าวคือการปฏิบัติตามลัทธิเอกยานนั้นสามารถปฏิบัติได้ทุกโอกาส โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งเพศฆราวาสออกถือสันโดษบวชเป็นบรรพชิตแต่อย่างใด คำอธิบายนี้มีอิทธิพลต่อพระพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่นมาก จนกลายมาเป็นวิวัฒนาการทางศาสนาอีกแบบหนึ่งซึ่งไม่ซ้ำประเทศใดๆ และพระพุทธศาสนาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกเข้าญี่ปุ่นก็มีพระพุทธศาสนานิกายต่างๆ แพร่หลายเข้ามาอย่างไม่ขาดระยะ นิกายส่วนใหญ่เป็นนิกายมหายาน หลักธรรมการปฏิบัติจึงค่อนข้างหนักไปทางฝ่ายมหายาน
         ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ ศาสนาชินโตที่เคยขัดแย้งกับพระพุทธศาสนาแต่เริ่มแรก ได้ค่อยๆ ปรับแนวความคิด หลักปรัชญาให้ผสมกลมกลืนกับพระพุทธศาสนา มีการอธิบายพระเจ้าของชินโตว่าเป็นพระโพธิสัตว์ในศาสนาพุทธนั่นเอง ประชาชนของญี่ปุ่นจึงมีความเคารพนับถือพระพุทธศาสนาและศาสนาชินโตควบคู่กันไป สังเกตได้จากโบสถ์ของพระพุทธศาสนาจะมีรูปพระเจ้าของศาสนาชินโตรวมอยู่ด้วยเสมอ เช่น มีรูปเทพีอะมะเตระสุโอมิกามิ (ซึ่งลัทธิชินโตเคารพนับถือว่าเป็นผู้สร้างประเทศญี่ปุ่น) ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ พุทธศาสนิกชนชาวญี่ปุ่นอธิบายว่าเทพีองค์นี้ เป็นการอวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (พระกวนอิมโพธิสัตว์) ลักษณะพุทธศาสนาในญี่ปุ่นจึงมีการปฏิบัติที่แปลกแตกต่างกว่าประเทศในเอเซียทั่วไป
         พุทธศาสนาจากประเทศจีนต่างก็หลั่งไหลเข้าญี่ปุ่นนับเป็นจำนวนหลายนิกาย แต่ที่สำคัญๆ ปัจจุบันมี พุทธศาสนาแบบชินโต และพุทธศาสนานิกายเซน โดยเฉพาะนิกายเซนกำลังแพร่หลาย มีพุทธมามกะรวมประมาณ ๑๐ ล้านคน และนับวันจะเพิ่มมากขึ้น พุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่นมีความเจริญมาก มีวัดตามเมืองต่างๆ ทั่วไปถึงประมาณ ๗ หมื่นวัด พระสงฆ์ประมาณ ๒ แสนรูป นอกจากนี้ยังมีสถานศึกษาธรรมชั้นสูงอีกราวประมาณ ๑๐ กว่าแห่ง ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมากในเรื่องการสอนและการปฏิบัติ
         http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/neighbour/japan1.htm
         http://www.thaiedresearch.org/result/detail_add.php?id=3231

พุทธศาสนามหายานในเกาหลี
          ประวัติศาสตร์มหายานในเกาหลี ประวัติศาสตร์ของเกาหลีนั้น แบ่งออกเป็น อาณาจักร คือ โกเรีย ปากเช และสิลลา ตามลำดับ เอกสารประวัติศาสตร์ของจีน ให้รายละเอียดว่า มหายานเข้าสู่อาจักรโกเรียก่อน (ประมาณ พ.ศ. 800) และอีกไม่นานก็เข้าสู่ปากเช และสุดท้ายแผ่ไปถึงสิลลา(1) ทั้ง 3 อาณาจักรนี้ มหายานได้รุ่งเรืองในอาจักรโกเรียมากสุด และกระแสพุทธศาสนามหายานมีความชัดเจนเจนกว่าอาณาจักรอื่น ดังนั้น ผู้เขียนขอนำเสนอเฉพาะการเติบโตของมหายานในแดนโกเรียเท่านั้น ซึ่ง แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรก (พ.ศ. 915) ภิกษุชื่อว่า ซันเตา (Shun Tao) หรือ ซันโด (Sundo) ในภาษาเกาหลี ท่านรูปนี้เดินทางมาจากจีน เข้ามาเผยแผ่ในอาณาจักรโกเรีย (อยู่เหนือสุดติดกับจีน) ทำให้กษัตริย์และประชาชนเลื่อมใสเป็นอันมาก มีการสร้างวัดถึง 9 วัด รวมถึงมีศึกษาและปฏิบัติธรรมกันอย่างจริงจังในระหว่างนี้ ส่งผลให้มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ (2) ระยะที่สอง (พ.ศ. 1478-1975) ในยุคนี้ แม้ลัทธิขงจื้อจะเฟื่องฟู แต่พุทธศาสนายังคงรักษาความเป็นศาสนาประจำชาติไว้ได้ เมื่อพุทธศาสนาเจริญมากยิ่งขึ้น เป็นเหตุให้พระสงฆ์กลุ่มหนึ่งเกิดความประมาทประพฤติตนไม่เหมาะสม ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาตามลำดับ ขณะที่สงฆ์อีกกลุ่มหนึ่งได้พยายามฟื้นฟูภาพลักษณ์ของพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่ และในระหว่างนี้ พระอุยซอน (โอรสของพระเจ้ามนจง)โดยได้เดินทางไปยังจีนเพื่อศึกษา ตอนกลับได้นำวีธีแบบเซ็น และคัมภีร์อวตังสกสูตร และได้จัดตั้งโรงเรียนซ็อนแท ณ วัดเกาะกังฮวา และให้มีการพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับเกาหลีด้วยเทคนิควิธีที่ดีเยี่ยม (3) หลังจากนี้ เซ็นก็ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น เป็นที่แพร่หลายในเกาหลีในเวลาต่อมา อาจกล่าวได้ว่า มหายานที่ปรากฏชัดเป็นรูปธรรม มี 2 ช่วง โดยช่วงแรกนั้นไม่ทราบว่าเป็นมหายานนิกายใด สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นมหายานอย่างที่นับถือกันในจีน และต่อมานั้น เป็นแบบเซ็นที่เข้ามาโดยการนำของพระอุยซอน ทำให้มหายานหยั่งรากลึกลงในเกาหลีอย่างแน่นแฟ้น นอกจากสองช่วงนี้แล้ว มหายานในเกาหลีสมัยหลัง ๆ จนถึงปัจจุบัน มีแต่ทรงกับทรุด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ทำให้นิกายที่ยังคงเหลืออยู่เพียงเซ็นแบบนิกายสุขาวดี(4) ซึ่งเกิดจากการผสมผสานกัน ด้วยเหตุผลที่จะนำเสนอข้างหน้านี้
         สารัตถะของเซ็นแนวใหม่ (ผสมสุขาวดี) เซ็น เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า ฌาน ในภาษาบาลี ที่ฌานกลายเป็นเซนไป เพราะญี่ปุ่นออกเสียงได้เพียงแค่นั้น (5) เกาหลีออกเสียงเป็น ซ็อน วีธีการปฏิบัติของซ็อนหรือเซ็นนั้น มุ่งให้มองเห็นศักยภาพแห่งพุทธะที่แต่ละคนมี เรียกว่า จิตเดิมแท้ หรือ พุทธภาวะ (Buddhahood) บนรากฐานความเชื่อที่ว่า ทุกคนมีพุทธภาวะเหมือนกันหมด และสิ่งนี้เองที่ทำให้คนเข้าถึงธรรมและก้าวสู่ความหลุดพ้น(6) ทว่าพุทธภาวะดังกล่าวนี้ถูกบดบังด้วยอวิชชา ทำให้มองไม่เห็นธรรมชาติอันแท้จริงนี้ ทำให้ต้องทำการค้นหาจากภายในจิต โดยต้องไม่สนใจธรรมชาติภายนอกของจิต แต่มุ่งสู่ระดับจิตที่ลึกลงไปกว่านั้น โดยเชื่อว่าถ้าจิตตัวนี้ผ่านกระบวนการฝึกฝน จะสามารถหยั่งถึงความหลุดพ้นได้ (7) ดังนั้น สิ่งที่เซ็นสอนทั้งหมดจึงเป็นไปเพื่อให้ทุกคนตระหนักรู้จิตอย่างสมบูรณ์ (จิตเดิมแท้) หันมาดูสุขาวดีว่าเป็นอย่างไร สุขาวดีนั้น(เจ่งโท้วจง) มีรากฐานมาจากจีน นิกายนี้มีจุดเน้นให้คนพึ่งอำนาจภายนอก มากกว่าปัญญาของตน อำนาจภายนอกที่สุขาวดีหมายถึงคือ พระอมิตาภะ ที่สถิตย์ อยู่ ณ แดนสุขาวดี เรียกว่า พุทธเกษตรสุขาวดี หากผู้ใดที่ปรารถนาจะไปเกิดในร่วมกับพระอมิตาภะ จะต้องมีศรัทธาในพระองค์ หรือเพียงเปล่งพระนามองค์อมิตาภะด้วยจิตเลื่อมใสก็ได้ เชื่อกันว่าผู้ที่สถิตย์ ณ แดนสุขาวดีไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก และจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ณ แดนสุขาวดี (8) แนวคิดดังกล่าวนี้เป็นที่นิยมแพร่หลายในดินแดนต่าง ๆ
         แนวคิดแบบเซ็นที่เกิดการการผสานกับสุขาวดี ที่ผู้เขียนอ้างเรื่องเซ็นก็ดี สุขาวดีก็ดี เบื้องต้นจะเห็นว่า แนวคิดแบบเซ็นให้ความสำคัญกับภาวะทางนามธรรม คือ พุทธจิต ซึ่งเป็นจิตที่คนทั่วไปไม่อาจหยั่งเห็นได้ จึงเป็นเรื่องยากต่อการทำความเข้าใจสำหรับชาวเกาหลีพอสมควร บวกกับยุคหลัง ๆ เกาหลีประสบกับปัญหาหลายอย่าง เช่น วิกฤติทางการเมือง เป็นต้น ตลอดถึงสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เป็นปัจจัยให้อุปนิสัยในธรรมอ่อนลง ไม่สามารถรับแนวคิดอันลึกซึ้งแบบเซ็นดังเดิมได้ ขณะที่ภาพรวมแนวคิดแบบสุขาวดีนั้น ดูง่ายในมุมมองของชาวบ้านทั่วไป จึงเป็นที่แพร่หลายในทุก ๆ ประเทศ แม้แต่เกาหลีเองก็ได้รับอิทธิพลจากสุขาวดี สมัยหลัง ๆ เซ็นอับแสงลง เพราะสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงคราม ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ผู้คนกำลังต้องการที่พึ่งทางใจ ในภาวะเช่นนั้น สุขาวดีจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเกาหลี
         ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เซ็นเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ดังมีคำกล่าวว่า “ผู้ที่อาศัยเซ็น โดยไม่อาศัยสุขาวดี 10 คนนั้น จะเดินทางผิดเสีย 9 คน ส่วนผู้ที่อาศัยสุขาวดี โดยไม่อาศัยเซ็น 10,000 คน จะเข้าถึง 10,000 คน” (9) คณาจารย์ของเซ็นจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ถึงจะทำให้เซ็นซึ่งเป็นเหมือนยาขม ให้คนชอบรับประทานโดยง่าย พวกเขาจึงพยายามเชื่อมแนวคิดแบบเซ็นให้เห็นเป็นเรื่องเดียวกันกับสุขาวดี (ซึ่งอาจดูเป็นคนละเรื่อง) ว่า “พุทธเกษตรที่แท้จริงก็คือธรรมชาติจิตเดิมแท้ เมื่อรู้แจ้งจิตเดิมแท้แห่งตน ก็เท่ากับว่าได้เดินทางถึงสุขาวดี” (10) (เคยเกิดในจีน) และยังแสดงให้เห็นอีกว่า ผู้ที่จะเข้าถึงสุขาวดีจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการของเซ็น เพราะการมีศรัทธาอย่างแรงกล้าในพระอิมตาภะ จำเป็นต้องขจัดความสงสัยที่เกิดในจิต มิฉะนั้น จะเข้าถึงสุขาวดีไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะเซ็นได้อาศัยหลักการที่ปรากฏในสุขาวดีวยูหสูตร ตอนหนึ่งว่า
         ดูก่อนสารีบุตร สัตว์ทั้งหลายย่อมบังเกิดในพุทธเกษตรของพระอมิตายุตตถาคตเจ้า มิใช่ด้วยกุศลมูลเพียงเล็กน้อย อนึ่ง กุลบุตรหรือกุลธิดาไร ๆ จักได้สดับพระนามของพระอมิตายุตตถาคตเจ้านั้น ครั้นสดับแล้วจักมนสิการ จักมีจิตไม่ชัดส่ายตลอดราตรีหนึ่ง หรือ ๒ ราตรี หรือ ๓, ๔, ๕, ๖, ราตรี เมื่อกุลบุตรหรือกุลธิดาจักสิ้นชีพ พระอมิตายุตตถาคตเจ้านั้น อันสาวกสงฆ์แวดล้อม มีหมู่พระโพธิสัตว์ตามหลัง จักปรากฏเบื้องหน้าเขาผู้กำลังสิ้นชีพ เขาย่อมมีจิตสงบสิ้นชีพไปบังเกิดใหม่ในสุขาวดีโลกธาตุ อันเป็นพุทธเกษตรของพระอมิตายุตถาคตนั้นแล... (11)
         จะเห็นว่า พอเซ็นอาศัยหลักการดังกล่าวนี้ ได้เกิดการเชื่อมกันสนิทกับสุขาวดีอย่างแนบแน่น และพยายามปรับในส่วนอื่น ๆ โดยทำให้เห็นว่า เป้าหมายของเซ็นคือสุขาวดี อาจกล่าวได้ว่า เซ็นคือวิถีทางเข้าถึงสุขาวดี ในข้อว่า เซ็นคือวิถีทางเข้าถึงสุขาวดี คำว่า สุขาวดี ในทัศนะของเซ็น น่าจะมี ๒ นัยยะ คือ๑. พุทธจิต หรือ พุทธภาวะ ๒. พุทธเกษตร ดินแดนของพระอมิตาภพุทธเจ้าจะเห็นว่า เซ็นได้มีการประยุกต์คำสอนให้เข้ากับสุขาวดี แต่จะเป็นนัยยะที่ ๑ หรือที่ ๒ ยังไม่ทราบชัด ผู้เขียนเชื่อว่า เซ็นเองคงไม่ยอมละทิ้งอุดมการณ์ของตน ยังคงต้องถือตามนัยที่ ๑ แต่เมื่อเนิ่นนานไป สุขาวดี (พุทธจิต) ก็ได้กลายเป็นพุทธเกษตร (The Pure Land) อาจเพราะแนวคิดแบบแรกนั้นเป็นภาวะนามธรรมที่ไม่อาจจับต้องได้ จึงยากไปสำหรับชาวเกาหลี ส่งผลทำให้เซ็นแบบผสมสุขาวดี มีแต่เนื้อหาของสุขาวดีล้วน ๆ ในที่สุดเกาหลี ก็กลายเป็นศูนย์กลางของสุขาวดีแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งค่อนข้างหนักไปในทางพิธีกรรมเสียมากกว่าที่จะเป็นหลักปฏิบัติอันบริสุทธิ์แบบดั้งเดิม

         คัดมาจาก
         http://www.geocities.com/buddhist_studies/index91.htm
         http://www.watnongsai.com/index.php/www.cashfiesta.com/php/index.php?mo=3&art=34783

ประวัติพระพุทธศาสนามหายานในเวียดนาม
         เวียดนามได้รับพระพุทธศาสนามาจากอินเดีย ผ่านเส้นทางการค้าทางทะเล และจากจีน เนื่องจากจีนเคยปกครองเวียดนามอยู่หลายร้อยปี โดยในพุทธศตวรรษที่8 พระมหาชีวกะ ชาวอินเดีย และ พระขวองตังหอย (หรือ กังเซงโฮย) ได้เดินทางเข้ามาประกาศพระพุทธศาสนา ต่อมา พระฉิโจงโหลง (หรือ พระกัลยาณรุจิ) ก็เดินทางไปจีน แปลคัมภีร์พระพุทธศาสนา แล้วจึงกลับเวียดนาม
         ในปีพ.ศ.732 ท่านโมวเป๋ย หรือเมียวโป ผู้เปลี่ยนจากการนับถือเต๋ามานับถือพระพุทธศาสนา เดินทางจากประเทศจีน ติดตามโยมมารดามาอยู่เวียดนาม และอยู่ประกาศพระพุทธศาสนา ณ ที่แห่งนี้
         ปลายพุทธศตวรรษที่11 พระภิกษุชาวอินเดียนามว่า พระวินีตรุจิ (อ่านว่า วิ-นี-ตะ-รุ-จิ) เดินทางเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนา และได้รับการนับถือว่าเป็นสังฆราชแห่งนิกายเธียน (เธียน เป็นคำเวียดนาม ได้แก่ ธยานะ หรือ ฉาน หรือ เซน) เมื่อท่านมรณภาพแล้ว ฝับเหียน ศิษย์ชาวเวียดนามได้เผยแผ่พุทธธรรมอย่างมั่นคงสืบมา
         พ.ศ.1363 (ยุคราชวงศ์ถังของจีน ปกครองเวียดนาม) พระภิกษุว่อง่อนถ่อง ประดิษฐานนิกายเธียนเป็นครั้งที่2 มีสถูปเจดีย์ 20องค์ และวัดหลายแห่ง มีพระภิกษุประมาณ 500รูป พระเถรานุเถระเป็นพหูสูตและเคร่งครัดในพระวินัย ประมาณพุทธศตวรรษที่15 เมื่อเวียดนามกู้อิสรภาพจากจีนได้สำเร็จ กษัตริย์เวียดนามหลายราชวงศ์ ได้ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเรื่อยมา เช่น...
          สมัย ราชวงศ์ดินห์ พระเจ้าจักรพรรดิทรงเลื่อมใสใน พระภิกษุง่อฉั่นหลู ซึ่งเป็นปราชญ์ด้านกวีนิพนธ์ และเชี่ยวชาญสมาธิแบบนิกายเธียน จึงได้สถาปนาท่านให้เป็นประมุขแห่งคณะสงฆ์และเป็นที่ปรึกษาของพระองค์ด้วย
         ต่อมาใน ราชวงศ์เล (ตอนต้น) และ ราชวงศ์ไล พระภิกษุเป็นผู้รอบรู้ในพระพุทธศาสนาและวิชาการต่างๆ ได้รับความเคารพศรัทธามาก กษัตริย์พระองค์ที่2 แห่งราชวงศ์เล ได้ส่งคณะทูตไปประเทศจีน เพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎกมา และสนับสนุนให้ชาวเวียดนามหันมานับถือพระพุทธศาสนาแทนการนับถือผี แต่เมื่อถึงตอนปลายของราชวงศ์ การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ประชาชนจึงคลายความศรัทธา และไม่ได้ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง
         ต่อมา ในสมัยราชวงศ์ไล ราชวงศ์นี้มีอายุยาวนานถึง 215ปี (พ.ศ.1553-1768) และพระพุทธศาสนาก็เจริญรุ่งเรืองที่สุด พระเจ้าไลทันต๋อง ได้ประดิษฐานนิกายเธียนอีกเป็นครั้งที่3
         http://www.muangloeinews.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5331202&Ntype=6
         http://www.mcu.ac.th/site/news_in.php?group_id=1&NEWSID=1655
         http://www.dmc.tv/print//Vietnam_Buddhism.html




back>>