ศาสนาเชน


           ๑.กำเนิดศาสนา (เกิดเมื่อไหร่ ที่ไหน จากเหตุปัจจัยอะไร)

           ศาสนาเชนเป็นศาสนาที่เก่าแก่ของโลกและในอินเดีย เกิดก่อนพระพุทธศาสนา ศาสนิกชนเชนเชื่อว่าโลกนี้มีมานานแล้วและจะดำรงอยู่เช่นนี้ตลอดไป โดยแบ่งเป็นยุคในแต่ละยุคจะมี ๒ รอบคือ รอบแห่งความเจริญและรอบแห่งความเสื่อม รอบแห่งความเจริญเรียกว่า อุตสรปินี หมายความว่าทุกอย่างเริ่มจากความไม่ดีแล้วพัฒนาไปสู่ความเจริญ เช่น อายุของคนและสัตว์จะเพิ่มขึ้น ร่างกายสูงใหญ่ขึ้น รวมถึงคุณธรรมความดีจะปรากฏเด่น ส่วนรอบแห่งความเสื่อมเรียกว่า อวสรปินี หมายความว่าทุกอย่างจะเริ่มจากความเจริญแล้วไปสู่ความเสื่อม เช่น อายุของคนและสัตว์จะลดลง ร่างกายจะเล็กลง รวมถึงคุณธรรมก็จะลดลง สำหรับโลกที่เรากำลังอยู่ในปัจจุบันเป็นรอบแห่งความเสื่อม และในแต่ละรอบจะมีศาสดาของศาสนาเชนอุบัติขึ้นมาในโลก ๒๔ พระองค์

๒.ศาสดาและสาวก (ใครคือศาสดาและสาวกสำคัญ)

           ศาสนาเชนมีพระศาสดาด้วยกัน ๒๔ พระองค์ แต่สำหรับศาสนิกชนเชนเรียกพระศาสดาของตนเองว่า “พระติรถังกร” แปลว่า ผู้กระทำซึ่งท่า(น้ำ)เพื่อพาคนข้ามฟากจากมนุษยภูมิไปสู่นิรวาณ(ภาษาปรากฤต)หรือนิพพานในศาสนาพุทธ พระติรถังกรทั้ง ๒๔ พระองค์ มีพระนามดังต่อไปนี้

           พระนามพระติรถังกร เมืองที่ประสูติ

           ๑. ฤษภเทวะ หรือ อทินาถภควันต์ อโยธยา

           ๒. อชิตนาถ อโยธยา

           ๓. สัมภาวนาถ ศรีวัสติ

           ๔. อภินันท์ อโยธยา

           ๕. สุมาตินาถ อโยธยา

           ๖. ปัทมปราภู โกสัมพี

           ๗. สุพารสวนาถ วาราณสี

           ๘. จันทรประภา จันทรประภา

           ๙. บุษปทันต คาคันที

           ๑๐.ศีตลนาถ ภาทริละ

           ๑๑.เศยาสนาถ สิมหปุระ

           ๑๒.วอัสุพุชยา กัมพาปุระ

           ๑๓.วิมลนาถ คัมปิลาปุรี

           ๑๔.อนันตนาถ อโยธยา

           ๑๕.ธรรมนาถ รตนะปุรี

           ๑๖.ศันตินาถ หัสตินาปูร์

           ๑๗.กุนตุนาถ หัสตินาปูร์

           ๑๘.อรหนาถ หัสตินาปูร์

           ๑๙.มาลลินนาถ มิถิลา

           ๒๐.มุนีสุวรนาถ ราชคฤห์

           ๒๑.นามินาถ มิถิลาปุรี

           ๒๒.เนมินาถ เศารีปุระ

           ๒๓.ปรัศวนาถ วาราณสี

           ๒๔.มหาวีระ คันทาลปุระ

พระประวัติพระปรัศวนาถะ

           ปรัศวาถะ ศาสดาองค์ที่ ๒๓ ประสูติที่เมืองพาราณสี กล่าวว่าก่อน ค.ศ.๒๔๖๑ ปี บ้าง ๘๑๖ ปี บ้าง ๖๖๒ ปีบ้าง ก่อนมหาวีระ ๒๕๐ ปีบ้าง พระบิดาเป็นราชาแห่งพาราณสี ทรงพระนามว่า อัศวเสน พระมารดา วามา ก่อนประสูติทรงสุบินว่า เห็นงูเห่าดำข้างกาย จึงตั้งนามพระโอรสว่า ปรัศนาถะ ท่านเป็นนักรบ สามารถปราบเมืองกลิงครัฐ ได้อภิเษกกับเจ้าหญิงประภาวดี ราชธิดาของพระเจ้าประเสนชิต กษัตริย์แห่งอโยธยา อายุ ๓๐ ปี ออกเป็นสันยาสี บำเพ็ญตบะทรมานกายอยู่ ๘๓ ปี ปีที่ ๘๔ จึงสำเร็จเกวลันชญาณ บางคัมภีร์กล่าวว่าตอนเกิดมีการทำนายอย่างเจ้าชายสิทธัตถะ อายุ ๘ ปี ได้ถือศีล ๑๒ ข้อ คือ

           ๑.ไม่ฆ่า

           ๒. ไม่ปด

           ๓. ไม่ลัก

           ๔. ไม่ประพฤติผิดประเวณี

           ๕. ไม่โลภ

           ๖. อธิษฐานว่า จะเดินไปไหนแค่ไหนทุกวัน

           ๗. พูดชั่ว

           ๘. ไม่คิดชั่ว

           ๙. ไม่เพลิดเพลินกับการกิน

           ๑๐. สวดมนต์วันละ ๓ เวลา

           ๑๑. อดอาหารตามกำหนด

           ๑๒. ให้ทานทุกวัน อายุ ๑๖ ปี ได้อภิเษกโดยมิได้ต้องการ ท่านบำเพ็ญตบะและสำเร็จเกวลัชญาณที่ใต้ต้นอโศก โดยมีมารชื่อเมฆมาลินมาผจญ มีพญานาคชื่อธารณะกับภรรยาชื่อปัทมาวดีมาช่วย สาวก ๒ คนแรกคือ พระมารดากับชายาของท่าน ท่านสั่งสอนอยู่ ๖๐ ปี ถึงเบญจภาพ ที่เขาสเมตสีขร เมืองคยา บัดนี้เขาเรียกว่า เขาปารัศวนถะ

พระประวัติพระมหาวีระ

           ศาสดาของศาสนาเชน เดิมมีนามว่า "วรรธมาน" แปลว่า ผู้เจริญมีกำเนิดในสกุลกษัตริย์ เมืองเวสาลี พระบิดานามว่า สิทธารถะ พระมารดานามว่า ตริศาลา เมื่อเจริญวัยได้รับการศึกษาศิลปศาสตร์หลายอย่างโดยควรแก่ฐานะแห่งกษัตริย์ เผอิญวันหนึ่งขณะเล่นอยู่กับสหาย ได้มีช้างตกมันตัวหนึ่งหลุดออกจากโรงวิ่งมาอาละวาด ทำให้ฝูงชนแตกตื่นตกใจ ไม่มีใครจะกล้าเข้าใกล้และจัดการช้างตกมันตัวนี้ให้สงบได้ แต่เจ้าชายวรรธมานได้ตรงเข้าไปหาช้างและจับช้างพากลับไปยังโรงช้างได้ตามเดิม เพราะเหตุที่แสดงความกล้าหาญจับช้างตกมันได้จึงมีนามเกียรติยศว่า "มหาวีระ" แปลว่า ผู้กล้าหาญมาก มหาวีระมีพี่น้องร่วมพระมารดาเดียวกัน ๒ องค์ คือ พระเชษฐภคินี และพระเชษฐภาดา พระมหาวีระ เป็นโอรสองค์สุดท้าย

           เมื่อเจ้าชายวรรธมานมีพระชนมายุได้ ๑๒ พรรษา ทรงได้รับพิธียัชโญปวีตคือพิธีสวมด้ายมงคลแสดงพระองค์เป็นศาสนิกตามคติศาสนาพราหมณ์ หลังจากพระบิดาได้ทรงส่งเจ้าชายวรรธมานไปศึกษาลัทธิของพราหมณษจารย์หลายปี เจ้าชายทรงสนพระทัยในการศึกษาแต่ในพระทัยมีความขัดแย้งกับคำสอนของพราหมณ์ที่ว่า วรรณะพราหมณ์ประเสริฐที่สุดในโลก ส่วนวรรณะอื่นต่ำต้อย แม้วรรณะกษัตริย์ยังต่ำกว่าวรรณะพราหมณ์ แต่แล้วพวกพราหมณ์ได้ประพฤติกาย วาจาและใจ เลวทรามไปตามทิฐิและลัทธินั้นๆ

           เมื่อเจ้าชายวรรธมานมีพระชนมายุได้ ๑๙ พรรษา พระบิดาทรงจัดให้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงยโสธรา ซึ่งเวลาต่อมาได้พระธิดาองค์หนึ่งนามว่า อโนชา หรือ ปริยทรรศนา เจ้าชายวรรธมานกับพระชายาได้เสวยสุขในฆราวาสวิสัยด้วยความเกษมสำราญจนพระชนมายุได้ ๒๘ พรรษา มีความเศร้าโศกเสียพระทัยอย่างมากจากการสิ้นพระชนม์ของพระบิดาและพระมารดา ด้วยวิธีการอดอาหารตามข้อวัตรปฏิบัติในศาสนาพราหมณ์ซึ่งเรียกว่า "ศาสนอัตวินิบาตกรรม" ซึ่งถือว่าเป็นบุญอย่างหนึ่ง

           การสูญเสียพระบิดาและพระมารดาได้ทำให้เจ้าชายทรงเศร้าพระทัยมาก ทรงสละพระชายาและพระธิดา เปลี่ยนผ้าคลุมพระกายเป็นแบบนักพรต เสด็จออกจากนครไพสาลี และได้ทรงประกาศมหาปฏิญญาในวันนั้นว่า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ๑๒ ปี ขอไม่พูดกับใครแม้คำเดียว พระมหาวีระได้ทรงบำเพ็ญตนเป็นนักพรตถือการขอเป็นอาชีพ ได้เสด็จเที่ยวไปตามคามนิคมต่างๆโดยมิได้พูดอะไรกับใครเป็นเวลา ๑๒ ปี ได้บรรลุความรู้ขั้นสูงสุดเรียกว่า ไกวัล ถือเป็นผู้หลุดพ้นกิเลสทั้งปวงเป็นพระอรหันต์และเป็นผู้ชนะโดยสิ้นเชิง เมื่อพระมหาวีระได้ทรงบรรลุไกวัลแล้ว จึงทรงพิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นต้องละปฏิญญานั้นเสียกลับมาสู่ภาวะเดิมคือยองพูดกับคนทั้งหลาย เพื่อช่วยปฏิรูปความคิดและความประพฤติเสียใหม่ แล้วได้เริ่มเที่ยวประกาศศาสนาใหม่อันได้นามว่าท่านเชน ศาสดามหาวีระได้ทรงใช้เวลาในการสั่งสอนสาวกไปตามคามนิคมต่างๆเป็นเวลา ๓๐ ปี และได้ทรงเข้าถึงนิพพานหรือมรณภาพ เมื่อมีพระชนมายุได้ ๗๒ พรรษา ในประมาณปีที่ ๕๗๒ ก่อน ค.ศ. ที่เมืองปาวา หรือสาธารณรัฐมัลละ และปาวาบุรีนี้ได้เป็นสังเวชนียสถานสำหรับศาสนิกเชนทุกคน

           ๓.นิกายต่างๆ (แบ่งออกเป็นกี่นิกาย ทำไม แต่ละนิกายแตกต่างกันอย่างไร ในเรื่องคำสอน การปฏิบัติ และพิธีกรรม)

           ศาสนาเชนมีนิกายใหญ่อยู่ ๒ นิกาย คือ นิกายทิคัมพร และนิกายเศวตัมพร การแตกแยกเป็น ๒ นิกายนั้นเกิดจากความแตกต่างกันที่ความเชื่อในการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงโมกษะต่างกัน เช่น

           ๑. นิกายทิคัมพร เห็นว่านักบวชจะต้องสละทรัพย์สินทั้งหมด แม้แต่ผ้าห่มก็ต้องสละ หากยังนุ่งห่มอยู่ก็แสดงว่ายังมีกิเลสเพราะยังอายอยู่ ยังติดยังยึดอยู่ ผู้ที่หลุดพ้นแล้วจากกิเลสจะไม่ติดไม่ยึดอยู่ในอะไรทั้งสิ้น ดังนั้น นิกายทิคัมพรจึงนุ่งลงห่มฟ้า (ชีเปลือย)

           ๒. นิกายเศวตัมพรถือว่า การนุ่งห่มผ้าขาวเป็นเพียงการป้องกันหนาวร้อนและปกปิดร่างกายไม่ให้อุจาดตาเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องกิเลส ดังนั้นนิกายเศวตัมพรจึงนุ่งห่มขาว

           ข้อปฏิบัติของพระนิกายทิคัมพร

           ๑. ต้องปฏิบัติตามปัญจมหาพรตหรือมหาพรตทั้ง 5 คือ อหิงสา สัตยะ อัสเตย พรหมจริยะ และ อปริครหะ อย่างเคร่งครัด

           ๒. ต้องสำรวม ๕ คือ การเคลื่อนไหว การพูด การบริโภคอาหาร การยกและวางสิ่งของการโยนสิ่งต่างๆ

           ๓. ต้องควบคุมอายตนะภายในทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย

           ๔. ต้องปฏิบัติกิจ ๖ อย่างคือ หาความสงบ สวดมนตร์ เคารพผู้เหนือกว่าตน ปลงอาบัติ มุ่งมั่นที่จะกำจัดบาป และทำสมาธิ

           ๕. โกนผม

           ๖. เปลือยกาย

           ๗. ไม่อาบน้ำ

           ๘. นอนบนพื้นที่ราบ

           ๙. ไม่แปรงฟัน

           ๑๐. ยืนบริโภค

           ๑๑ บริโภคอาหารเพียง ๑ ครั้งใน ๒๔ ชั่วโมง

           ข้อปฏิบัติของพระนิกายเศวตัมพร

           ๑. ต้องปฏิบัติตามหมาพรต ทั้ง ๕

           ๒. ต้องไม่บริโภคอาหารในเวลาค่ำคืน

           ๓. ต้องควบคุมอายตนะทั้ง ๕

           ๔. ต้องรักษาความสะอาดภายใน

           ๕. ต้องรักษาความหมดจด

           ๖. ต้องรักษาความหมดจดในการครอบครองเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ

           ๗. ต้องให้อภัย

           ๘. ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น

           ๙. ต้องใจดี

           ๑๐. ต้องพูดดี

           ๑๑. ต้องช่วยคุ้มครองทุกชีวิต

           นิกายทิคัมพรมีผู้นับถือมากในทางภาคใต้ของอินเดีย และนิกายนี้มีเฉพาะเพศชายเท่านั้น ส่วนเพศหญิงจะบวชไม่ได้ เพราะถือว่าเพศหญิงเป็นเพศแห่งบาป ไม่สามารถบรรลุคุณธรรมชั้นสูงได้ จะต้องทำให้ความดีเกิดเป็นชายเสียก่อน จึงจะสามารถบรรลุมรรคผลได้

           นิกายเศวตัมพรเจริญเติบโตทางภาคเหนือของอินเดีย นักบวชนั้นมีได้ทั้ง ๒ เพศ นิกายเศวตัมพรเชื่อว่า ผู้หญิงสามารถบรรลุโมกษะได้ โดยอ้างว่าพระติตถังกรองค์ที่ ๑๙ นั้นเป็นหญิง

           ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๐๑๖ ได้เกิดนิกายที่ ๓ เรียกว่าสถานัควาที เป็นนิกายที่แยกจากนิกายเศวตัมพร นิกายนี้จะไม่ให้ความสำคัญในการสร้างวัด และการเคารพรูปบูชา ทั้งรับรองอาคมะเพียง ๓๓ ใน ๘๔ อาคมะเท่านั้นว่าเป็นคัมภีร์ที่ถูกต้อง

๔.คำสอนเกี่ยวกับการกำเนิดโลกและมนุษย์ ธรรมชาติของมนุษย์ ชะตากรรมของมนุษย์ ความตาย ความดี ความชั่ว ฐานะของสตรี

           ศาสนาเชนเป็นศาสนาประเภทนอัสติกเช่นเดียวกับพุทธศาสนาคือปฏิเสธในคัมภีร์พระเวทที่มาพระเจ้าโดยได้แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดมาในโลกล้วนมีเหตุปัจจัยอาศัยซึ่งกันและกันสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีสาเหตุและสาเหตุล้วนมาจากผลแห่งการกระทำ(กรรม) ด้วยเหตุนี้ธรรมชาติของมนุษย์จึงอยู่ที่การกระทำของมนุษย์เองไม่มีบุคคลใดหยิบยื่นการกระทำทั้งดีและ/หรือชั่วให้แก่ผู้ใดได้ พระศาสดาแต่ละพระองค์ล้วนเป็นตัวอย่างของการประพฤติในกรรมดีโดยได้แสดงแนวทางและวิธีการประพฤติปฏิบัติให้ศาสนิกชนดำเนินตาม

           ชีวิตของมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวะที่ประเสริฐที่สามารถก่อคุณประโยชน์ให้แก่โลกได้ การมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์จึงมีหน้าที่ร่วมกันคือช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันไม่ตั้งตนเป็นศัตรูกัน เพราะเป็นเครื่องกีดกั้นให้ตนเองไม่ประสบความสำเร็จ ศาสนาเชนเน้นคำสอนเรื่อง อหิงสาว่าเป็นบรมธรรมคือเป็นที่อันยิ่งเหนือกว่าธรรมหรือคำสอนอื่นใดเพราะเมื่อมนุษย์ตั้งอยู่ในความเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นแล้วสังคมจะเกิดสันติสุข

           การตายในศาสนาเชนไม่ใช่สิ่งน่ากลัวสำหรับผู้ศึกษาและปฏิบัติในกุศลธรรมเพราะความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ แต่การดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์เป็นสิ่งที่ยากกว่าเพราะต้องพบกับอุปสรรคในรูปแบบต่างๆ เช่น ความหิวกระหาย ความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจ เป็นต้นการจะรอดพ้นในสิ่งเหล่านี้ได้ต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติ การปฏิบัติในทางธรรมจะยกตัวตนของผู้ปฏิบัติให้สูงขึ้นจนถึงขั้นเป็นบรรลุเป็นพระอรหันต์เข้าสู่โมกษะไม่กลับมาเกิดอื่น ไม่มีต้นเหตุของการเกิดและการตายอีกต่อไป การตายที่ชาวเชนถือว่าได้บุญมากมีอานิสงส์มากคือ การอดอาหาร ดังปรากฏเรื่องราวของพระบิดาและพระมารดาของพระมหาวีระได้ปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษ์คือ การยอมดออาหารจนสวรรคตลงด้วยการบำเพ็ญตบะดังกล่าว

           ศาสนาเชนให้ความยกย่องและให้เกียรติสตรีเป็นอย่างยิ่ง สตรีมีสิทธิเท่าเทียมกับบุรุษทุกประการทั้งในเรื่องการศึกษาและปฏิบัติธรรมให้บรรลุธรรมที่สูงขึ้นได้ ด้านสังคมสตรีชาวเชนได้รับเกียรติจากสังคมและสามารถเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาได้อย่างเสนมอภาค แม้การบวชเป็นนักบวชสามารถกระทำได้ในนิกายเศวตัมพรเท่านั้นโดยเราเรียกท่านว่า สาดีพ

๕.หลักจริยธรรมสำคัญเกี่ยวกับการตัดสินความดี ความชั่ว การเป็นแนวทางดำเนินชีวิต และการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ระหว่างบุคคล สามี ภรรยา พ่อแม่-ลูก

           หลักคำสอนศาสนาเชน

           คำสอนพื้นฐาน

           หลักคำสอนที่สำคัญพื้นฐานของศาสนาเชน คือปัญจพรตหรือพรต ๕ ข้อ มี

           ๑. อหิงสา การไม่เบียดเบียนกันทั้งกายวาจาใจ ศาสนาเชนถือว่าสิ่งมีชีวิตมีอยู่หลายระดับจากต่ำไปหาสูง คือ

           ๑. ชีวิตที่เคลื่อนที่ไม่ได้ (สถาวระ) มีเพียงอายตนะเดียว คคือ กายสัมผัส เช่น ต้นไม้และพืชต่างๆ

           ๒. ชีวิตที่เคลื่อนที่ไม่ได้ (ตรสะ) แบ่งออกเป็นหลายระดับคือ

           ก. ชีวิตที่มีอายตนะ ๒ อย่าง คือ กายสัมผัสกับชิวหาสัมผัส เช่น หนอน

           ข. ชีวิตที่มีอายตนะ ๓ อย่าง คือ กายสัมผัสกับชิวหาสัมผัส และฆานสัมผัส เช่นมด

           ค. ชีวิตที่มีอายตนะ ๔ อย่าง คือ กายสัมผัสกับชิวหาสัมผัส ฆานสัมผัส และจักษุสัมผัส เช่น ผึ้ง

           ง. ชีวิตที่มีอายตนะ ๕ อย่าง คือ กายสัมผัสกับชิวหาสัมผัส ฆานสัมผัส จักษุสัมผัส และโสตสัมผัส เช่น คนและสัตว์อื่นๆ

           ศาสนาเชนสอนว่าสิ่งที่มีชีวิตดังแสดงมาจะถูกทำลายไม่ได้ ทั้งนี้เพราะ “ทุกชีวิตย่อมเกลียดชังความเจ็บปวด เพราะฉะนั้นอย่าทำร้ายหรือฆ่าใคร” ก็การไม่ฆ่าไม่ทำร้าย นอกจากจะไม่ทำร้ายด้วยตัวเองทางกาย วาจา หรือทางใจแล้ว จะใช้ให้คนอื่นทำตลอดถึงสนับสนุนหรือยินดีที่คนอื่นทำก็ไม่ได้ และเนื่องจากศาสนาเชนเคร่งครัดมากในเรื่องไม่ทำร้ายสิ่งมีชีวิตทุกรูปแบบ ดังนั้นพระในนิกายทิคัมพรเมื่อเดินไปไหนจะต้องมีไม้กวาดคอยปัดกวาดทางจะได้ไม่เหยียบย่ำแมลง อีกทั้งมีผ้าปิดจมูกและปากเพื่อปกป้องกันแมลงเล็กๆ และจุลินทรีย์ต่างๆเข้าไปทางปากและลมหายใจอีกด้วย

           ๒. สัตตยะ พูดแต่ความจริง ไม่พูดเท็จ ตลอดทั้งไม่พูดคำหยาบ ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ

           ๓. อัสเตยะ ไม่ลักขโมย ศาสนาเชนสอนว่า ทรัพย์สมบัติเป็นชีวิตภายนอกของคน การลักทรัพย์ผู้ใดก็เสือนว่าได้ทำลายของชีวิตผู้นั้น ศีลข้อนี้ยังรวมไปถึงการไม่หลบหนีภาษี ไม่ปลอมแปลงธนบัตร ไม่ชั่งตวงวัดโกงอีกด้วย

           ๔. พรหมจริยะ ประพฤติพรหมจรรย์ ศาสนาเชนให้ความสำคัญต่อศีลข้อนี้มาก ชีวิตที่ประเสริฐแท้ต้องเป็นชีวิตนักบวช เพราะเป็นชีวิตที่ประเสริดดุจพรหม ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยกามรมณ์ ศีลข้อนี้ยังรวมไปถึงการละเว้นสิ่งที่ต้องห้าม เช่น ไม่ดื่มสุราเมรัย ไม่เสพยาเสพติดต่างๆอีกด้วย

           ๕. อปริครหะ ไม่ละโมบมาก อยากได้โน่นอยากได้นี่ไม่มีที่สิ้นสุด ตลอดจนอยากได้สิ่งที่ไม่สมควรด้วย

           ศีล ๕ ข้อนี้เรียกว่ามหาพรต เป็นข้อปฏิบัติของพระ ส่วนคฤหัสถ์ก็ปฏิบัติตามศีลทั้ง 5 นี้ด้วย เพียงแต่ปฏิบัติผ่อนลงมา เรียกว่าอนุพรต อย่างเช่นศีลข้อ ๑ คฤหัสถ์ก็ละเว้นไม่เบียดเบียนทำร้ายเฉพาะชีวิตที่เคลื่อนที่ได้เท่านั้น ศีลข้อ ๒ ก็งดเฉพาะการพูดเท็จเท่านั้น ศีลข้อ ๔ ยังยินดีในคู่ครองของตนได้ และศีลข้อ ๕ ยังยินดีสิ่งที่ได้มาโดยชอบธรรมหรืออาชีพสุจริตได้

           พรตทั้ง ๕ ข้อนี้เป็นพื้นฐานของคำสอนในศาสนาเชน ส่วนคำสอนอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นไปเพื่อขยายหรือสนับสนุนพรตทั้ง ๕

           ศาสนาเชนมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ศาสนิกกำจักกิเลสาวะทั้งปวงได้อย่างเด็ดขาด เพื่อบรรลุโมกษะ ภูมิที่พ้นจากสังสารวัฎการเวียนว่ายตายเกิด ดังนั้นศาสนาเชนจะต้องปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด แต่การจะปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดได้ ก็จำต้องให้คำปฎิญาณแก่พระเชน เพื่อผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามให้ได้ ชาวเชนถือคำปฎิญาณว่าสำคัญมาก เป็นหนทางนำไปสู่ความสำเร็จในทุกกิจการ คำปฎิญาณที่ศาสนิกชนที่เป็นฆารวาสจะพึงรักษาไว้ดังนี้

           อนุพรต ๕

           ๑. อหิงสา ต้องไม่ทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่มีอายตนะมากกว่า ๑ อายตนะขึ้นไป รวมทั้งไม่เบียดเบียนสัตว์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ผูกสัตว์แน่นเกินไป ตีสัตว์อย่างทารุณ เด็ดอวัยวะสัตว์ ใช้งานหนัก และเลี้ยงสัตว์อย่างไม่ดี เป็นต้น

           ๒. สัตยะ ต้องไม่หลอกลวงทุกรูปแบบรวมทั้งไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้ออีกด้วย

           ๓. อัสเตยะ ต้องไม่ลักขโมย รวมทั้งไม่คอรัปชั่นทุกรูปแบบ

           ๔. พรหมจริยะ ต้องไม่ประพฤติผิดในกาม

           ๕. อปริครหะ ต้องไม่ละโมบโลภมาก อยากได้สิ่งต่างๆเกินความจำเป็น

           นอกจากนี้ยังต้องปฎิญาณเพิ่มเติมอีกหลายข้อ เช่น

           ๑. ต้องจำกัดความต้องการ เช่น จำกัดขอบเขต ไม่เดินทางด้านใต้ถึงลังกา ด้านเหนือถึงภูเขาหิมาลัย ทางตะวันตกถึงประเทศอังกฤษและทางตะวันออกถึงประเทศจีน เป็นต้น หรือไม่ไต่สูงมากเกินไป ไม่ไต่ลงมากเกินไป ไม่เดินเฉไปเฉมา เป็นต้น

           ๒. ต้องไม่บริโภคอุปโภคสิ่งที่ไม่สมควร เช่น ไม่รับประทานอาหารหวาน ไม่อาบน้ำถูตัวด้วยสบู่ ไม่ลูบตัวด้วยเครื่องหอม และไม่ประดับประดาร่างกายเป็นต้น

           ๓. ต้องต่อต้านเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เช่น มิจฉาสมาธิ ความประมาณในการเก็บ และการใช้อาวุธ และการชักชวนคนให้ทำความชั่วเป็นต้น

           ๔. ต้องนั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ ๔๘ นาที ในช่วงนั่งสมาธิต้องตั้งใจให้ทุกคนไม่ทำความผิด ไม่ว่าทางกาย วาจา และใจ

           ๕. ต้องไม่เล่นการพนัน ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ไม่ดื่มสุราเมรัย ไม่ผิดคู่ครองคนอื่น ไม่ล่าสัตว์ ไม่ขโมยและไม่เสพ เป็นต้น

           มหาพรต ๕

           ส่วนของพระเชน นอกจากจะปฏิบัติตามอนุพรต ๕ แล้ว ยังต้องปฏิบัติยิ่งยวดขึ้นไปอีก

           ๑. อหิงสา ต้องไม่ฆ่าไม่ทำร้ายทุกชีวิตไม่ว่าจะมีอายตนะ ๕ หรือ ๔ หรือ ๓ หรือ ๒ หรือ ๑ ก็ตาม เพราะฉะนั้น พระในศาสนาเชนมักจะอยู่ในวัด หรืออยู่ประจำที่ไม่ออกไปไหน เพราะอาจไปเหยียบย่ำสัตว์หรือแมลงตาย ถ้าจำเป็นต้องไป จะต้องคอยระมัดระวังให้ดี เช่น มีไม้กวาดเพื่อปัดกวาดทางจะได้ไม่เหยียบย่ำสัตว์หรือแมลง ต้องมีผ้าปิดปากปิดจมูก ป้องกันแมลงและจุลินทรีย์ต่างๆมิให้เข้าไปทางปากหรือจมูก เวลาเดินต้องสำรวมมองดูทางเดินจะได้ไม่เหยียบสิ่งมีชีวิต ต้องมีผ้ากรองน้ำสำหรับกรองน้ำ เพื่อไม่ให้สัตว์หรือแมลงอยู่ในน้ำติดเข้าไปในปาก กลางคืนก็ไม่ต้องเปิดไฟหรือจุดไฟ เพราะจะล่อแมลงให้ไปเล่นไฟตาม เพราะฉะนั้นพระเชนจึงมักจะอยู่วัดไม่ค่อยไปไหนเพราะเกรงจะทำลายสิ่งมีชีวิต

           ๒. สัตยะ พูดจริง พระเชนนอกจากจะไม่พูดเท็จแล้ว ยังไม่พูดส่อเสียด คำหยาบ และเพ้อเจ้ออีกด้วย เหตุนี้พระเชนขณะที่โกรธ โลภ และกลัวจะไม่พูด

           ๓. อัสเตยะ ไม่ลักขโมย ศาสนาเชนถือว่าทรัพย์เป็นชีวิตภายนอนของตน หากใครไปลักทรัพย์ของเขาไป ก็เท่ากับได้ทำลายชีวิตของเขาด้วยรวมถึงการไม่ชั่งตวงวัดโกง ไม่ปลอมแปลงธนบัตร ไม่หลบหนีภาษี ฉะนั้นพระเชนก่อนที่จะเข้าไปพักบ้านใครจะต้องขออนุญาตเจ้าของบ้านก่อน และจะต้องขออนุญาตอยู่เรื่อยตราบที่ยังพักอาศัยที่บ้านนั้น หากจะใช้สิ่งใดก็ต้องขออนุญาตด้วยเช่นกัน และเมื่อมีพระเชนได้รับอนุญาตให้อาศัยบ้านหลังนั้นก่อนแล้ว ต่อมามีพระเชนอีกรูปประสงค์จะเข้าพักบ้านหลังนั้นบ้างก็จะต้องอนุญาตเจ้าของบ้านและพระเชนองค์ที่เข้าพักบ้านหลังนั้นก่อน จึงจะเข้าพักได้ หรือพระเชนอยู่ต่อหน้าอาจารย์ จะยังฉันอาหารไม่ได้ตราบที่ยังไม่แสดงว่าตนได้รับอาหารมาอย่างบริสุทธิ์ และยังไม่ได้รับอนุญาตจากอาจารย์ให้ฉัน

           ๔. พรหมจริยะ ประพฤติพรหมจรรย์ ศาสนาเชนให้ความสำคัญต่อศีลข้อนี้มาก การประพฤติพรหมจรรย์เป็นความประพฤติที่ประเสริฐแท้สุดดุจพรหม เพราะฉะนั้นพระเชนต้องไม่เกี่ยวดุจพระพรหม เพราฉะนั้นพระเชนต้องไม่เกี่ยวข้องกับเทพนารีและหญิงมนุษย์ตลอดถึงสัตว์เพศเมีย อีกทั้ง ไม่พูด และไม่คิดสนับสนุนส่งเสริมให้ใครเกี่ยวข้องกันทางเพศและเพื่อตัดไฟต้นลมในเรื่องนี้ พระเชนต้องไม่พูดกับผู้หญิง ไม่มองผู้หญิง ทั้งไม่รำลึกถึงความหลังที่ยังเกี่ยวข้องกับผู้หญิงอีกด้วย นอกจากนี้พระเชนต้องไม่นั่งที่ผู้หญิงหรือสัตว์เพศเมียหรือขันทีเคยนั่งมาก่อน ทั้งไม่อยู่ในอาคารที่ผู้หญิงหรือสัตว์เพศเมียหรือขันทีอยู่อาศัยมาก่อนศีลข้อนี้ยังรวมไปถึงการละเว้นสิ่งต้องห้ามเช่นไม่ดื่มสุราเมรัย และไม่เพยาเสพติดต่างๆอีกด้วย

           ๕. อปริครหะ ไม่ละโมบโลภมาก พระเชนต้องมักน้อย เพื่อจิตใจจะได้ใสสะอาด ปลอดโปร่ง ดำรงมั่นอยู่ในพระธรรม รู้เท่าทันความจริง มีใจเสมอกันในทุกสิ่ง ไม่ตกอยู่ในอำนาจอคติ ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ไม่ให้รูป รส กลิ่น เสียง มาครอบงำจิตใจได้ ดังนั้นพระเชน จึงไม่ควรเป็นเจ้าของครอบครองสิ่งใด เพราะจะทำให้เร่าร้อนอันเนื่องมาจากความโลภ

ความหลุดพ้นในศาสนาเชน

           คำว่า การหลุดพ้น หรือความเป็นอิสระของวิญญาณ หรือการถึงโมกษะ หมายถึงการทำให้วิญญาณหลุดพ้นจากอัตตา และจากความไม่บริสุทธิ์ทั้งปวง ไม่กลับคืนมาเกิดใหม่อีก ในศาสนาพราหมณ์การหลุดพ้นของชีวาตมันจะกลับคืนไปรวมอยู่กับพรหม ในศาสนาเชนเมื่อวิญญาณหลุดพ้นจาอัตตาแล้ว วิญญาณจะไปอยู่ในส่วนหนึ่งของเอกภพที่เรียกว่า “สิทธิศิลา” ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสุขนิรันดร ไม่ต้องกลับมาเกิดให้มีทุกข์อีก แนวความคิดเช่นนี้ นอกจากจะแสดงให้เห็นว่า เป็นแนวความคิดที่สืบเนื่องต่อจากแนวความคิดของพราหมณ์แล้ว ยังแสดงให้เห็นว่า เป็นแนวความคิดที่มองเห็นวิญญาณและอัตตา เป็นคนละส่วนกันดังนั้น ความพยายามทำให้วิญญาณแยกออกไปจากอัตตาจึงมีวิธีการต่างๆ เช่น ทำให้วิญญาณมีความบริสุทธิ์โดยการบำเพ็ญทุกรกิริยา โดยการปฏิบัตินิชรา และ โยคะ เป็นต้น

           ในแนวความคิดของศาสนาเชน การที่จะบรรลุถึง “ความหลุดพ้น” จาก กรมน (กรรม) หรือถึงโมกษะจะต้องปฏิบัติ ๔ ขั้นตอน และต้องมีความรู้ ๕ ประเภทด้วยกล่าวคือ การกำหนดและความตั้งใจ นำไปสู่ความรู้เชิงจิตวิสัย (มติญาณ) ซึ่งเป็นความรู้ชั้นแรกของความรู้ (ญาณ) ทั้ง ๕ ประเภท ความรู้ชนิดที่สองได้แก่ สูตรญาณ เป็นความรู้ได้จากคัมภีร์และความรู้ทั่วไป ความรู้สองปะเภทแรกทั้งมติญาณและสูตรญาณ เป็นความรู้ระดับกลางๆ (ปโรกาสสะญาณ) เป็นความรู้จากภายนอก ความรู้จากระดับกลางที่สูงขึ้นไปมี ๓ ชนิด ได้แก่ อวาธิ (เป็นความรู้ที่ได้จากความรู้สึกชั้นสูง) มานะ – ปารยายะ (ความรู้ได้จากการอ่าน) เกลาละ (ความร้สูงสุดรู้ถึงอดีตปัจจุบันและอนาคต) ขั้นตอนของความรู้ทั้งมวลเป็นอิสระจากการถูกขัดขาวงจากกรรม ทำให้วิญญาณมีความบริสุทธิ์พ้นจากมลทิน

           หลักการหนึ่งในศาสนาเชนเชื่อว่า ความรู้ได้มาจากวิญญาณ เพราะคุณสมบัติของวิญญาณคือ มีเจตนา (ความรู้สึก) ซึ่งประกอบด้วยความรู้ (ญาณ) และสัญชาติญาณ (ทัศนะ) แต่วิญญาณทางโลกถูกปิดบังเพราะอำนาจทำลายของกรฺมนฺ (กรรม) จึงเป็นวิญาณที่ไม่มีความรู้ อำนาจ และความร่าเริงโดยสมบูรณ์

           โยคะ ตามหลักการในศาสนาเชน โยคะ คือ การปฏิบัติวิธีหนึ่งทำให้ถึงโมกษะ หรือการหลุดพ้น โยคะทำให้เกิดความรู้ถึงสภาพความเป็นจริงตามที่เป็นอยู่ทำให้มีศรัทธาในคำสอนขององค์ติรถังกร (องค์ศาสดา) หยุดการประพฤติชั่วและประพฤติชอบ ซึ่งนำไปสู่การหลุดพ้นจากการร้อยรัดของ กรฺมนฺ (กรรม) ดังนั้น การปฏิบัติโยคะจึงมีคุณค่าเท่ากับการปฏิบัติตามหลัก รัตนไตร ของศาสนาเชน ซึ่งได้แก่ ความเห็นชอบ ความรู้ชอบ ความประพฤติชอบ

           คัมภีร์ในศาสนา

           คัมภีร์ของศาสาเชน เรียกว่า อังคะ(อาคม)จารึกคำบัญญัติหรือวินัยและสิทธานต์ เป็นคัมภีร์กล่าวถึงเรื่องราวประเภทชาดกในศาสนา(นักปราชญ์ในชนชั้นหลัง อนุโลมว่า อังคะและสิทธานต์ เป็นอันเดียวกัน)

           คัมภีร์ของศาสนาเชนได้มีการรวบรวมจัดเป็นหมวดหมู่หลังจากที่หมาวีระปรินิพพานไปแล้วราว ๒๐๐ ปี และเพิ่งจดเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อราว ๙๘๐ ปีหลังจากปรินิพพานของพระมหาวีระ โดยเขียนเป็นภาษาปรากฤต แต่อรรถกถาเขียนเป็นภาษาสันสกฤต อาคมะแบ่งเป็นอังคะหรือส่วนได้ ๑๒ อังคะ แต่อังคะที่ ๑๒ได้สูญหายไป ต่อมาในปี พ.ศ. ๙๙๗ ได้มีการประชุมที่เมืองวัลลภี แคว้นคุชรัต และได้มีการจารึกคำสอนศาสนาเชนเป็นคัมภีร์ต่างๆ มากมาย แต่ที่รับรองกันมี ๘๔ คัมภีร์ ในจำนวน ๘๔ คัมภีร์ จัดเป็นสูตรได้ ๔๑ สูตร สูตรเบ็ดเตล็ด ๓๐ สูตร เป็นอรรถกถา ๑๒ สูตร และมหาอรรถกถา ๑ สูตร แต่สูตรต่างๆดังกล่าว ก็ไม่เป็นที่แพร่หลายรู้จักทั่วไปแม้ในวงการศาสนาเชน

           สำหรับอนุพรตในข้อ ๑ คือ อหิงสามีรายละเอียดในการแบ่งชั้นของสัตว์ออกเป็นประเภทตามความสามารถทางประสาทสัมผัส และตามลักษณะที่เคลื่อนไหวได้หรือไม่คือ อาตมันที่ถูกผูกมัดมี ๒ ได้แก่ สถาวระ(เคลื่อนไหวไม่ได้) และตรุสะ(เคลื่อนไหวได้)

           ในประเภทเคลื่อนไหวไม่ได้(สถาวระ) มีเพียงอายตนะเดียวคือ อายตนะสำหรับสัมผัส ได้แก่ ผักหญ้าในประเภทเคลื่อนไหวได้ สัตว์ที่มีอายตนะ ๒ คือ ทางสัมผัสกับทางลิ้มรส เช่น หนอน สัตว์ที่มีอายตนะ ๓ คือ ทางสัมผัส ลิ้มรส ได้กลิ่น เช่น มด สัตว์ที่มีอายตนะ ๔ คือ เพิ่มในทางมองเห็น เช่น ผึ้ง สัตว์ที่มีอายตนะ ๕ คือ เพิ่มในทางได้ยินเสียง เช่น นก

           ผู้ที่นับถือศาสนาเชนจะฆ่าหรือกินสัตว์เหล่านี้ไม่ได้ จะทำได้เฉพาะที่มีอายตนะทางสัมผัสอย่างเดียว คือ ผักหญ้า สรุปก็คือ เชนศาสนิกทุกคนทานอาหารมังสวิรัติ

           ๒. หลักปรัชญา หลักปรัชญาในศาสนาเชน แบ่งออกเป็น ๒ ข้อ ดังนี้

           ๒.๑ ชญาน แบ่งออกเป็น ๕ ประการ ดังนี้

           ๒.๑.๑ มติชญาน ความรู้ทางประสาทสัมผัส

           ๒.๑.๒ ศรุติชญาน ความรู้เกิดจากการฟัง

           ๒.๑.๓ อวธิชญาน ความรู้เหตุที่ปรากฎในอดีต

           ๒.๑.๔ มนปรยายชญาน ชญานกำหนดรู้ใจผู้อื่น

           ๒.๑.๕ เกวลชญาน ชญานอันสมบูรณ์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนบรรลุนิรวาณ

           ๒.๒ ชีวะและอชีวะ

           ศาสนาเชนเป็นศาสนาทวินิยม กล่าวคือ มองสภาพความจริงว่ามีส่วนประกอบของสิ่งที่มีอย่างเที่ยงแท้เป็นนิรันดรว่ามีอยู่ ๒ สิ่งดังนี้

           ๑. ชีวะ ได้แก่ วิญญาณ หรือสิ่งมีชีวิต หรือ อาตมัน

           ๒. อชีวะ ได้แก่ อวิญญาณ หรือสิ่งไม่มีชีวิต ได้แก่วัตถุ

           อชีวะหรือสสารประกอบด้วยองค์ประกอบขั้นพื้นฐาน ๕ ประการ คือ การเคลื่อนไหว(ธัมมะ) การหยุดนิ่ง(อธัมมะ) อวกาศ(อากาศ) สสารและกาล ทั้งหมดเป็นนิรันดร(ปราศจากการเริ่มต้น) และทั้งหมดยกเว้นวิญญาน(ชีวะ) เป็นสิ่งไม่มีชีวิต และทั้งหมดยกเว้นสสาร เป็นสิ่งไม่มีตัวตน การเคลื่อนที่และการหยุดนิ่ง โดยตัวของมันเองไม่มีอยู่ จะต้องมีสิ่งอื่นมาทำให้มันเคลื่อนที่และหยุดนิ่ง องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของอชีวะหรือสสารทั้ง ๕ ดังกล่าวมีกาล(เวลา) ซึ่งเป็นนิรันดรเป็นองค์ประกอบ

           ถ้ากล่าวโดยพิสดารทุกอย่าง แบ่งออกเป็น ๙ ดังต่อไปนี้

           ๑. ชีวะ หรือ อาตมัน

           ๒. อชีวะ หรือวัตถุ

           ๓. ปุณยะ ได้แก่ บุญ

           ๔. ปาปะ ได้แก่ บาป

           ๕. กรรม ได้แก่ การกระทำ

           ๖. พันธะ ได้แก่ ความผูกพัน

           ๗. สังสาระ ได้แก่ ความเวียนว่ายตายเกิด

           ๘. นิรชระ ได้แก่ การทำลายกรรม

           ๙. โมกษะ ได้แก่ ความหลุดพ้น

           ๓. หลักโมกษะ โมกษะคือการหลุดพ้น หรือความเป็นอิสระของวิญญาณ พูดง่ายๆคือ การทำให้วิญญาณหลุดพ้นจากอัตตา และจากความไม่บริสุทธิ์ ไม่ต้องมาเกิดอีก

           ในศาสนาพราหมณ์ เมื่อวิญญาณหลุดพ้นแล้วจะไปรวมอยู่กับพรหม ส่วนศาสนาเชน เมื่อวิญญาณหลุดพ้นแล้ว ก็จะไปอยู่ในส่วนหนึ่งของเอกภาพที่เรียกว่า "สิทธิศิลา" ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสุขนิรันดร ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

           ข้อปฏิบัติที่จะบรรลุโมกษะในศาสนาเชน มีอยู่ ๓ ประการ ดังนี้

           ๑. ความเชื่อที่ถูกต้อง(สัมยัคทรรศน) ได้แก่ เชื่อในศาสดาทั้ง ๒๔ องค์ ของศาสนาเชน เชื่อในเชนศาสตร์ หรือคัมภีร์ของศาสนาเชน และเชื่อในนักบวชผู้สำเร็จผลในศาสนาเชน

           ๒. ความรู้ที่ถูกต้อง (สัมยัคชญาณ) ได้แก่ รู้สิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง และด้วยความแน่ใจ

           ๓. ความประพฤติที่ถูกต้อง (สัมยัคจริต) มีข้อปฏิบัติทั้งของนักบวชและคฤหัสถ์ แต่ที่นับว่าสำคัญที่สุดก็คือ อหิงสา การไม่เบียดเบียน

           หลักการทั้ง ๓ ข้อนี้ เป็นทางทำลายกรรม คือการกระทำ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการถูกผูกมัด หรือผูกพันตามหลักปรัชญาของศาสนานี้

๖.พิธีกรรม

           พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์

           งานสำคัญทางศาสนาเชนได้แก่ งานพิธีกรรมรำลึกถึงองค์ศาสดาในศาสนาเชนทุกองค์ โดยเฉพาะงานพีกรรมรำลึกถึงพระมหาวีระ (ศาสดาองค์สุดท้าย)พระกฤษภะนาท (ศาสดาองค์แรก) และพระภารสวนาท (ศาสดาองค์ก่อนพระมหาวีระ) แต่งานพิธีกรรมที่สำคัญที่สุดในศาสนาเชนได้แก่งาน พิธียุสะนะ หรือปัชชุสะนะ ซึ่งเป็นงานพิธีกรรมกระทำใจให้มีความสงบ การอภัย และการเสียสละ อาศัยอยู่เฉพาะที่แห่งเดียว ในฤดูฝน ในวันสุดท้ายของงาน เชนศาสนิกชนจะบริจาคทานให้แก่ผู้ยากจน และนำองค์ศาสดาแห่ไปตามท้องถนน

           นอกจากนั้น ยังมีพิธีกรรมทางศาสนาอีกปีละ ๒ ครั้งๆ ละ ๙ วันโดยจัดขึ้นในเดือนไกตระ (พฤษภาคม - มิถุนายน) และเดือน อัศวิน (กันยายน – ตุลาคม) งานนี้จัดขึ้นเพื่อเคารพรูปองค์พระศาสดา

           ในวันเพ็ญ เดือนตุลาคม – พฤศจิกายน วันเดียวกับที่ชาวฮินดูจัดงานพิธีบูชา ทิวาลี (งานพิธีกรรมเคารพแสงสว่าง) เชนศาสนิกชนมีพิธีกรรมระลึกถึงการนิพพานของมหาวีระ โดนจุดตะเกียง หลังจากนั้น อีก ๕ วัน จะเป็นงานวันญาณ-ปัญจม มีพิธีกรรมจัดขึ้นภายในโบสถ์เพื่อเคราพพระคัมภีร์ของศาสนา

           ในวันเพ็ญ เดือนไกตระ (มีนาคม - เมษายน) เชนนิกชนจำนวนมากพากันเดินทางจาริแสวงบุญไปยังภูเขาสะตรันชัยซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิแห่งองค์ติรธงกร (ศาสดา) องค์แรก นากจากนั้น ผู้นับถือศาสนาเชนทั่วอินเดียทำพิธีฉลองวันประสูติของมหวีระ

           ๗.ประเทศที่มีศาสนิกชนศาสนานี้

           สาธารณรัฐอินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ เนปาล ปัจจุบันสาวกศาสนาเชนมีอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน กระจัดกระจายกันอยู่ในเกือบทุกรัฐของอินเดีย แต่ส่วนใหญ่จะมีอยู่มากในบริเวณภาคตะวันตกของอินเดีย อุตรประเทศ ไมเซอร์ มัธยมประเทศ และมหาราษฏระราในอินเดีย ส่วนเชนศาสนิกในต่างประเทศไม่มีผู้นับถือ

          

          ดาวน์โหลดเอกสาร

           จัดทำโดย

           อ.อาชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน

           ศศ.บ. (ศาสนศึกษา) เกียรตินิยมอันดับ ๒ ว.ศาสนศึกษา ม.มหิดล

           M.A. (Indian Philosophy and Religion), Banaras Hindu University, Varanasi, India

           E-mail : callarchphurich@yahoo.com