ศาสนาฮินดู


           ๑.กำเนิดศาสนา (เกิดเมื่อไหร่ ที่ไหน จากเหตุปัจจัยอะไร)

           ศาสนาฮินดูถือกำเนิดเมื่อไหร่ไม่มีปรากฏหลักฐานแต่สันนิษฐานว่า คำว่า ศาสนาฮินดู มีที่มาจากแม่น้ำสายชื่อสินธุ โดยชนเผ่าอารยัน (Aryan) ผู้เข้ารุกรานชนชาวพื้นเมืองเดิมหรือพวกมิลักขะหรือดราวิทหรือดราวิเดียนเป็นผู้ก่อตั้งขึ้นกำหนดอายุช่วงนั้นประมาณ ๒,๐๐๐ ปีก่อนพุทธศักราช หรือประมาณ ๔,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา คำว่า สินธุ (Sindhu) ถูกเรียกให้เปลี่ยนไปเป็น ฮินดุ (Hindhu) โดยชาวเปอร์เซียที่เข้ามาค้าขายกับชาวอารยัน และได้ถูกเรียกให้เปลี่ยนไปอีกครั้งเป็น อินดัส และอินเดียในสมัยที่ชาวกรีกเข้ามาค้าขายกับชาวเปอร์เซีย สำหรับชาวอารยันที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุกลับเรียกศาสนาที่ตนนับถือว่า สนาตนธรรม (Sanatana Dharma) แปลว่า ศาสนานิรันดร์ หรือบางครั้งเรียกว่า เวทิกธรรม (Vidika Dhrama) แปลว่า ศาสนาแห่งพระเวท เนื่องจากที่มาของศาสนานี้ชาวอารยันเชื่อกันว่าเป็นการเปิดเผยจากพระเจ้าสู่มนุษย์ ไม่ได้เกิดจากความรู้ของมนุษย์และมีลักษณะดำรงอยู่เช่นนี้ ไม่มีผู้ก่อตั้ง มีเพียงลักษณะการดำเนินอยู่เช่นนี้ตามที่ได้รับการถ่ายทอดมา รวมถึงคำว่า อารยธรรม แปลว่า “ธรรมอันดีงาม” พราหมณธรรม แปลว่า “คำสอนของพราหมณาจารย์” ฮินทูธรรม หรือฮินดูธรรม แปลว่า “ธรรมที่สอนลัทธิอหิงสาหรือศาสนาฮินดู” บางครั้งเมื่อเราแบ่งศาสนาที่เกิดขึ้นในอินเดีย ศาสนาฮินดูจึงอยู่ในประเภทอาสติกะ (Astikaya) หมายความว่า ผู้เชื่อว่าพระเวท(ความรู้ที่ถูกถ่ายทอดจากพระเจ้าสู่มนุษย์)มีความศักดิ์สิทธิ์และถูกต้องโดยไม่ต้องพิสูจน์ซึ่งตรงข้ามกับประเภทที่สองคือ นาสติกะ (Nastikaya)

๒.ศาสดาและสาวก (ใครคือศาสดาและสาวกสำคัญ)

           ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาที่ไม่มีศาสดา มีเพียงแต่ความรู้ หรือพระเวทอันเกิดขึ้นจากความเปิดเผยจากพระเจ้าสู่มนุษย์ในรูปแบบ ศรุติ (sruti) คือ การได้ยิน ได้ฟังมา ผู้ที่ได้ยินมาหมายถึงกลุ่มนักบวชประเภทฤาษี (sage) ที่ใช้ชีวิตในป่าและประพฤติปฏิบัติในธรรมช่วงแรกๆแล้วนำไปบอกไปสอนผู้อื่นตามที่ได้ยินมา โดยมิได้ต่อเติม พระเวทจึงเป็นอมตธรรม เป็นนิตยธรรม และเป็นปราณหรือลมหายใจของพระเป็นเจ้าเอง สำหรับสาวกในศาสนาฮินดูคือผู้ปฏิบัติตามในพระเวทโดยทั่วไปรู้จักกันในนาม “ฤษี” ดังนั้น ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ไม่มีศาสดาจริงจังเหมือนศาสนาอื่น แต่มีหัวหน้าลัทธิหรือผู้แต่งตำรา ทำหน้าที่คล้ายศาสดา มีดังนี้

           ๑.วยาสะ ท่านผู้นี้เป็นผู้รวบรวมเรียบเรียงคัมภีร์พระเวท คัมภีร์อิติหาสะ และคัมภีร์ปุราณะ

           ๒.วาลฆีกิ เป็นฤษีผู้แต่งมหากาพย์รามายณะ ท่านเป็นพราหมณ์โดยกำเนิด แต่ถูกพ่อแม่ทิ้งตั้งแต่ยังเล็กพวกชาวนาได้นำไปเลี้ยงไว้

           ๓.โคตมะหรือเคาตมะ ผู้ตั้งลัทธินยายะ เกิดประมาณ ๕๐๐ ปีก่อน ค.ศ.

           ๔.กณาทะ ผู้ตั้งลัทธิไวฌศษิกะ เกิดประมาณศตวรรษที่ ๓ ก่อน ค.ศ.

           ๕.กปิละ ผู้ตั้งลัทธิสางขยะ เกิดในสมัยศตวรรษที่ ๖ ก่อน ค.ศ.

           ๖.ปตัญชลิ ผู้ตั้งลัทธิโยคะ เกิดในสมัยศตวรรษที่ ๓ หรือ ๔ ก่อน ค.ศ.

           ๗.ไชมินิ ผู้ตั้งลัทธิมีมางสา หรือปูรวมีมางสา เกิดระหว่างศตวรรษที่ ๖-๒ ก่อน ค.ศ.

           ๘.มนู หรือ มนุ ผู้แต่งคัมภีร์ธรรมศาสตร์ เกิดในศตวรรษที่ ๕ ก่อน ค.ศ.

           ๙.พาทรายณะ ผู้ตั้งลัทธิเวทานตะ หรือ อุตรมีมางสา มีผู้กล่าวว่าเป็นคนเดียวกับวยาสะ เกิดระหว่างศตวรรษที่ ๖-๒ ก่อน ค.ศ.

           ๑๐.จารวากะ ผู้ตั้งลัทธิโลกายนะ หรือวัตถุนิยม ไม่มีประวัติแน่นอน

           ๑๑.ศังกราจารย์ ผู้แต่งอรรถกถา หรือคำอธิบายลัทธิเวทานตะ เกิดระหว่างปี ค.ศ. ๗๘๘-๘๒๐ และเป็นผู้ตั้งลัทธิอไทวตะ หรือเอกนิยม คือ นิยมพระเจ้าองค์เดียว

           ๑๒.นาถมุนี เป็นผู้นำคนแรกของลัทธิไวษณวะ อยู่ในช่วงระหว่าง ค.ศ. ๘๒๔-๙๒๔

           ๑๓.รามานุชาจารย์ ถือว่าเป็นคนสำคัญยิ่งของลัทธิไวษณวะ และเจ้าของปรัชญาวิศิษฏาทไวตะ เกิดปี ค.ศ. ๑๐๒๗

           ๑๔.มัธวาจารย์ เป็นผู้นำท่านหนึ่งแห่งลัทธิไวษณวะ และเจ้าของปรัชญาทไวตะ หรือ ทวินิยม อยู่ในช่วงระหว่างค.ศ. ๑๑๙๙-๑๒๗๗

           ๑๕.ลกุลีศะ (สมัยของท่านนี้ยังไม่แน่นอน) เป็นอาจารย์ใหญ่แห่งนิกายไศวะ ฝ่ายใต้ผู้ตั้งนิกายปศุปตะ

           ๑๖.วสุคุปตะ เป็นผู้ตั้งลัทธิไศวะฝ่ายเหนือหรือที่เรียกว่า กาษปีรไศวะ (อยู่ระหว่างศตวรรษที่ ๙ ก่อน ค.ศ.)

           ๑๗.รามโมหัน รอย เป็นผู้ตั้งพรหมสมาช(สมาคม) อยู่ระหว่างปี ค.ศ. ๑๗๗๔-๑๘๓๓

           ๑๘.สวามีทะยานัน สรัสวดี เป็นผู้ตั้งอารยสมาช อยู่ระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๒๔-๑๘๓๓

           ๑๙.รามกฤษณะ เป็นผู้นำทางความรู้และทางปฏิบัติ เป็นผู้จัดให้มีกระบวนการราม

           กฤษณะมิชชัน แม้ท่านจะไม่ได้ตั้งขึ้นเอง แต่สวามีวิเวกานันทะ สรัสวดี ก็ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องอนุสรณ์ถึงท่าน อยู่ระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๓๖-๑๘๘๖

๓.นิกายต่างๆ (แบ่งออกเป็นกี่นิกาย ทำไม แต่ละนิกายแตกต่างกันอย่างไร ในเรื่องคำสอน การปฏิบัติ และพิธีกรรม)

           นิกายของศาสนาฮินดูเกิดจากความเชื่อ ความศรัทธาในอำนาจของเทพเจ้าที่แตกต่างกันออกไปแต่ที่พอเห็นได้เด่นชัดได้แก่ ไวษณพนิกาย หรือ วิษณุนิกาย ไศวนิกาย หรือ ศิวะนิกาย และศักตินิกาย นอกเหนือจากนี้เช่น คเณศนิกาย สรัสวดีนิกาย เป็นต้นก็มีให้เห็นแต่เป็นเพียงเฉพาะกลุ่มไม่เด่นชัดเท่ากับ ๓ นิกายที่จะกล่าวต่อไป ดังนี้

           ๑.ไวษณพนิกาย เป็นนิกายที่ชาวฮินดูผู้มีความเคารพเลื่อมใสในพระวิษณุ นิกายนี้เป็นนิกายดั้งเดิมเริ่มประมาณ ค.ศ.๔๐๐ หรือสมัยปุราณะหรือหากจะย้อนนับเข้าไปสมัยพระเวทในคัมภีร์ฤคเวทพระวิษณุหมายถึง พระอาทิตย์ การเกิดขึ้นของนิกายนี้สันนิษฐานได้ว่า เมื่อพราหมณ์เกิดความตกต่ำขาดความมั่นคงทางสังคม เช่น เมื่อเกิดมีศาสนาพุทธและศาสนาเชนขึ้นมา พราหมณ์ได้พัฒนาระบบความคิดทางด้านจริยธรรมมากกว่าที่จะดำเนินตามวิถีทางอย่างเก่าคือการบูชายัญด้วยสัตว์ การพัฒนาระบบจริยธรรมนี้แบ่งเป็น ๒ ระยะด้วยกันคือ

           ระยะแรก เป็นระยะที่เรียกว่า นิกายภควัต คือไม่เน้นพิธีกรรมอย่างเช่นพราหมณ์ปฏิบัติสืบทอดกันมาและไม่เน้นการใช้ปัญญาแบบพุทธศาสนา แต่จะใช้รูปแบบง่ายๆคือ ความรักและความภักดีต่อพระเจ้าเป็นฐานในการสร้างนิกายนี้โดยการนำเอาพระกฤษณะเป็นต้นแบบของการดำเนินชีวิตโดยเฉพาะคำสอนที่พระกฤษณะได้ทรงแสดงแก่อรชุนที่เรียกว่า ภควัทคีตา เป็นเครื่องมือสร้างนิกายนี้

           ระยะที่สอง เป็นระยะที่ให้ความเชื่อว่าพระกฤษณะคือพระวิษณุอวตารลงมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าพระวิษณุเป็นพระเจ้าที่ทรงไปด้วยอิทธิฤทธิ์และคุณธรรมความรู้

           ถึงแม้ว่าทั้งสองระยะจะดูไม่แตกต่างกันเท่าไหร่แต่ย่อมแสดงให้เห็นว่าการให้บทบาทและภาระหน้าที่ของพระเจ้าในนิกายมีมากขึ้นจนปรากฏว่าพระวิษณุได้เป็นพระเจ้าแห่งการปกป้องคุ้มครองรักษาโลกในยุคสมัยที่โลกเกิดความยากแค้น ลำบากและไม่ได้รับความเป็นธรรมดังปรากฏเป็นนารายณ์อวตารด้วยกันทั้งหมด ๑๐ปาง ได้แก่

           ๑.ภาคอวตารเป็นมัตสยะ (ปลา) เพื่อช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตให้อยู่รอดจากการทำลายล้าง เป็นภาคแรกที่พระวิษณุทรงถือกำเนิดขึ้นมาในโลก

           ๒.ภาคอวตารเป็นพระกูรมะ (เต่า) เพื่อช่วยเหลือเทพทั้งหลายในช่วงเวลาแห่งการกวนน้ำในมหาสมุทร เพื่อจะได้รับน้ำอมฤต ที่เมื่อดื่มแล้วจะทำให้เป็นอมตะ

           ๓.ภาคอวตารเป็นวราหะ (หมูป่า) เพื่อช่วยพระแม่ธรณี(โลก)ให้พ้นจากการจมน้ำ โดยทรงใช้เขี้ยวงัดเอาพระแม่ธรณีขึ้นมา และภายหลังได้ฆ่าอสูรชั่วร้ายตาย

           ๔.ภาคอวตารเป็นนรสิงห์ (มนุษย์สิงห์) เพื่อช่วยเหลือสวรรค์จากอสูรร้าย และทรงประหารอสูรร้ายตามพรที่พระพรหมประทานให้แก่อสูร ภาคนี้ถือเป็นการสิ้นสุดแห่งการอวตารเป็นสัตว์

           ๕.ภาคอวตารเป็นวามัน (นักพรตคนแคระ) เพื่อช่วยเหลือสามโลกให้รอดพ้นจากการปกครองของอสูรพลี

           ๖.ภาคอวตารเป็นปรศุราม (นักพรตบุตรีฤษี ผู้ถือขวานและคันศร) เพื่อปราบคนชั่วให้สูญสิ้นไปจากโลก และปกป้องคุ้มครองคนดีให้พบแต่ความสุข

           ๗.ภาคอวตารเป็นพระราม เพื่อออกป่าบำเพ็ญพรต และทรงสู้รบชนะอสูรราวัน

           ๘.ภาคอวตารเป็นพระกฤษณะ นับเป็นภาคที่สมบูรณ์ของพระวิษณุ โดยทรงถือกำเนิดจากอีกภาคหนึ่งของพระองค์ในสวรรค์ลงมากำเนิดในโลกมนุษย์ เป็นพระโคบาล และทรงเป็นพระนระด้วย ชาวอินเดียในวรรณะต่างๆ ให้ความเคารพบูชาต่อพระองค์ รวมทั้งพระแม่โคด้วย

           ๙.ภาคอวตารเป็นพระพุทธเจ้า ทรงกำเนิดเป็นมนุษย์ บำเพ็ญสมาธิเพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ จนในที่สุดได้ทรงพบแสงแห่งพระธรรม อันเป็นแสงแห่งการหลุดพ้นจากความทุกข์ และพระองค์ทรงเที่ยวสั่งสอนให้คนทั้งหลายพบกับแสงสว่างแห่งพระธรรม

           ๑๐.ภาคอวตารเป็นกัลกิ ทรงม้าขาวแห่งสวรรค์ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์โลกอีกครั้งหนึ่ง



           ๒.ไศวนิกาย เป็นนิกายที่ชาวฮินดูผู้นับถือพระศิวะและสัญลักษณ์ที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระศิวะ ไศวนิกายเป็นนิกายที่แตกต่างจากจากไวศณพนิกายอย่างเห็นได้ชัดเจนคือ การไม่เชื่อในอวตารของพระเจ้า นักบวชหรือที่เรียกว่า โยคี หรือ สาธุในนิกายนี้มีข้อประพฤติที่สุดโต่งเพราะทรมานร่างกายเช่น เปลือยกาย นอนบนตะปูแหลม ยกแขนไขว้สูงเหนือศีรษะ และเกี่ยวตะขอเหล็กตามร่างกาย บางกลุ่มประพฤติตนน่ารังเกียจ เช่น อยู่ตามสถานที่ทิ้งศพ เลี้ยงชีพด้วยการกินซากศพและอุจจาระ ทาตัวด้วยขี้เถ้าเผาศพและมูลโค นิยมให้ความเคารพศิวลึงค์ ซึ่งทำมาจากหินหรือไม้ คัมภีร์ในนิกายเป็นภาษาที่ไม่สละสลวยมีโวหารแข็งกระด้าง

           ไศวนิกายเป็นนิกายที่มีผู้นับถือมาอย่างช้านานในยุคพระเวทเรียกพระศิวะว่า รุทระ หมายถึงเทพเจ้าแห่งการทำลายล้าง ในคัมภีร์อื่นได้กล่าวถึงคุณสมบัติของเทพเจ้าองค์นี้ให้พิสดารขึ้นเป็นเทพที่มีอิทธิฤทธิ์มากกว่าเทพเจ้าองค์อื่นๆ แม้ในปัจจุบันความเชื่อเช่นนี้ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่และแพร่กระจายไปสู่อาเซียอาคเนย์ในหลายประเทศ

๓.ศักตินิกาย คำว่า ศักติ เป็นคำใช้เรียกชายาของเทพเจ้า หมายถึง พลังหรืออำนาจของเทพเจ้าพระองค์นั้นที่แสดงออกมาผ่านทางชายาของพระองค์ ตามปกติเทพเจ้าแต่ละองค์ย่อมมีชายาส่วนพระองค์ เช่น พระอัคนี เทพเจ้าแห่งไฟ มีชายาพระนามว่า อัคนายี พระวรุณ มีชายาพระนามว่า วารุณี เป็นต้น การที่ชายาของเทพเจ้าถูกรับการยกย่องย่อมส่งผลให้เทพเจ้าองค์นั้นมีผู้เคารพนับถือมากขึ้นแต่อย่างไรก็ดี เมื่อกล่าวศักตินิกาย คนส่วนใหญ่มักนึกถึงชายาของพระศิวะในสองรูปแบบคือ รูปแบบของชายาผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณย์และผู้มีใบหน้าน่าเกลียดน่ากลัวและโหดร้าย

           นิกายศักติเป็นนิกายที่เกิดมีมาตั้งแต่สมัยพระเวทโดยปรากฏข้อความในคัมภีร์ฤคเวทว่า ศักติอยู่ในสรวงสวรรค์ค้ำจุนโลก และในคัมภีร์ฉานโทคยอุปนิษัทว่า อาศัยศักติเอกภพจึงดำรงอยู่ได้



           ๔.คำสอนเกี่ยวกับการกำเนิดโลกและมนุษย์ ธรรมชาติของมนุษย์ ชะตากรรมของมนุษย์ ความตาย ความดี ความชั่ว ฐานะของสตรี

           ภายหลังที่ชนเผ่าอารยันเริ่มสร้างบ้านแปลนเมืองแล้วจึงได้จัดระบบโครงสร้างทางสังคมด้วยมีวัตถุประสงค์สองประการคือ ๑ เพื่อความมั่นคงในสังคม และ ๒ เป็นการจัดระเบียบความไม่เสมอภาคในสังคม โดยให้แต่ละคนรู้จักทำหน้าที่ของตน (Ramnohur,๑๙๘๒:๖๒) ระบบโครงสร้างที่เรียกว่า วรณาศรมธรรมะจึงเกิดขึ้น คำว่า วรณาศรมธรรมะ มาจากคำ ๓ คำคือ วรณา อาศรม และธรรมะ คำแรก คือ วรณา ในช่วงที่ชนเผ่าอารยันรุกรานเข้ามาอยู่ในถิ่นที่ชนพื้นเมืองเดิมคือชาวมิลักขะอาศัยซึ่งชนเผ่านี้มีลักษณะรูปร่างเตี้ย ผิวสีดำ ผมหยิก มีความแตกต่างกับชาวอารยันซึ่งสูงใหญ่ ผิวขาว หมายถึง สีผิว ต่อมาเมื่อโครงสร้างเป็นระบบอารยันหมดแล้วคำว่า วรณา จึงมีความหมายว่า หน้าที่ แต่ในคัมภีร์ภควัทคีตา หมายถึง บุคลิกลักษณะหรือความประพฤติ (Bhagavadgita, ๑๘:๔๑) ส่วนอาศรม หมายถึง ระดับหรือขั้นของชีวิต คำสุดท้าย ธรรมะ คือ หน้าที่ที่เราต้องประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

           สังคมของชนเผ่าอารยันจึงได้แบ่งหน้าที่ของคนออกเป็น ๔ วรรณะ คือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ และศูทร โดยแต่ละวรรณะมีหน้าที่หรือธรรมะที่ต้องปฏิบัติ เช่น พราหมณ์ ศึกษาในพระเวทให้เจนจบและเชี่ยวชาญให้การศึกษา อบรมจิตใจ ปฏิบัติในพิธีกรรม บำเพ็ญตบะ กษัตริย์ มีหน้าที่คุ้มครอง พิทักษ์รักษา ป้องกันภัยอันตรายให้พราหมณ์และประชาชนในยามสงครามและบริหารบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย แพศย์ มีหน้าที่ด้านพาณิชยกรรมและเกษตรกรรม ส่วนศูทร มีหน้าที่รับใช้วรรณะอื่นๆด้วยความเคารพยำ เกรง ดังนั้น วรรณะของศาสนาฮินดูหรือชนเผ่าอารยันดั้งเดิมจึงมีเพียง ๔ วรรณะเท่านั้น การเกิดขึ้นมาของการแต่งงานข้ามวรรณะหรือที่เรียกว่า จัณฑาล ไม่นับเป็นวรรณะอย่างที่เราเข้าใจ จัณฑาลถือว่าเป็นเพียงการเกิดของแม่ในวรรณะสูงเช่น พราหมณ์ หรือกษัตริย์ที่สมรสกับบิดามาจากวรรณะศูทร เราเรียกการแต่งงานข้ามวรรณะนั้นว่า การถือกำเนิด (Jati) ซึ่งในปัจจุบันอินเดียมีการถือกำเนิดจากพ่อและแม่ที่มาจากวรรณะแตกต่างกันมากจนไม่สามารถกำหนดเรียกได้ทั้งหมด ตัวอย่างในรัฐราชสถาน ประชาชนที่อาศัยอยู่เรียกกลุ่มของตนเองว่า ราชปูร์ เป็นต้น

           หน้าที่ของพราหมณ์มีดังนี้

           สงบระงับ ควบคุมตัวเอง บำเพ็ญตบะ บริสุทธิ์ มีขันติธรรม เที่ยงตรง มีปัญญา ทรงความรู้ และมีศรัทธา

           (Bhagavadgita, ๑๘:๔๒)

           หน้าที่ของกษัตริย์มีดังนี้

           แกล้วกล้า เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว แน่วแน่ ไม่หลีกเลี่ยงในสวคราม ให้ทาน และมีภาวะผู้นำ (Bhagavadgita, ๑๘:๔๓)

           หน้าที่ของแพศย์และศูทรมีดังนี้

           เกษตรกรรม โครักขกรรมและพาณิชยกรรมเป็นหน้าที่ของแพศย์ (ส่วน) การรับใช้คนวรรณะอื่นเป็นหน้าที่ของศูทร

           (Bhagavadgita, ๑๘:๔๔)

๕.หลักจริยธรรมสำคัญเกี่ยวกับการตัดสินความดี ความชั่ว การเป็นแนวทางดำเนินชีวิต และการสร้างมนุษยสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สามี ภรรยา พ่อแม่-ลูก

           อาศรมธรรมะ (Ashrma)

           คำว่า อาศรม มีรากศัพท์จากภาษาสันสกฤตว่า ศรมะ ซึ่งแปลว่า พยายาม มีอยู่ด้วยกัน ๒ ความหมายด้วยกันคือ ๑.สถานที่ลงมือทำความพยายาม ๒.การลงมือปฏิบัติด้วยความเพียรพยาม และ อา เป็นคำอุปสรรค แปลว่า ทั่วหรือข้างหน้า และคำว่า ธรรมะ หมายถึงระเบียบปฏิบัติหรือหน้าที่ ดังนั้น อาศรมธรรมะหมายถึง สถานที่สำหรับหยุดพัก อธิบายขยายความว่า ชีวิตที่เกิดมาในโลกนี้ย่อมใช้ชีวิตไปในเส้นทางแห่งธรรมะโดยการปฏิบัติช่วงแห่งวัยเพื่อตระเตรียมเดินทางในระดับสูงต่อไป จนกว่าจะบรรลุความหลุดพ้น ด้วยเหตุนี้ศาสนาฮินดูจึงแบ่งระดับการดำเนินชีวิตไว้ ๔ ระดับ คือ พรหมจารยะ อาศรมะ คฤหัสถ์ถะ อาศรมะ วนปรัสถะ อาศรมะ และสันยาสะ อาศรมะ โดยปรากฏในมนูสมฤติได้กล่าวแสดงไว้อย่างพิสดารความว่า มนุษย์ทุกคนควรจะประพฤติปฏิบัติตนในสมบูรณ์ในอาศรมะทั้ง ๔ ระดับเพื่อเป็นการพัฒนาจิตใจและความก้าวหน้าของสังคม เมื่อชีวิตได้เริ่มต้นจากวัยพรหมจารยะคือได้ศึกษาพระเวทแห่งวรรณะสำเร็จเสร็จสิ้นลงแล้ว ควรจะก้าวไปสู่ระดับคฤหัสถ์ถะคือมีวิถีของผู้ครองเรือนถ้าเมื่อใดปรากฏรอยบนใบหน้าและผมมีสีดอกเลาควรจะก้าวไปสู่ระดับปรัสถะและสันยาสะในที่สุดอาจแบ่งช่วงวัยทั้ง ๔ ให้เหลือเพียงโดยสรุปว่า ๒ ช่วงแรกเป็นระยะทำงานและ ๒ ส่วนหลังเป็นระยะสละโลก เพื่อให้อาศรมะทั้งสี่เกิดความสมดุลตลอดทุกช่วงชีวิตจึงต้องปฏิบัติในธรรมะ ๑๐ ข้อได้แก่ ๑.ความเที่ยงตรง ๒. การรู้จักให้อภัย ๓. การควบคุมตัวเอง ๔.การงดเว้นจากความชั่ว ๕.มีกายและใจบริสุทธิ์ ๖.การรู้จักควบคุมอายตนะ ๗.ความสุขุมรอบคอบ ๘.มีความรู้และแสวงหาความรู้ตลอดเวลา ๙.ความซื่อสัตย์ และ๑๐.งดเว้นจากความโกรธ

           อาศรมธรรมะทั้ง ๔ ได้แก่

           ๑.พรมหจารยะ อาศรมะ ช่วงวัยแห่งการศึกษาเล่าเรียน

           ชีวิตช่วงพรหมจารยะ เป็นช่วงวัยแห่งการฝึกฝน ควบคุม และฝึกหัด กาย วาจา และใจ ให้มีระเบียบวินัย มีกิริยามารยาทสุภาพเรียบร้อย และรู้จักช่วยเหลือสังคม การมีระเบียบวินัยเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อการศึกษาพระเวทและศาสตร์ทั้งหลาย มนูสมฤติได้แบ่งอายุเด็กชายแต่ละวรรณะที่ผ่านพิธีอุปนยนสังสการะมาแล้วว่าจะต้องเข้ารับการศึกษาพระเวทจากครูไว้ดังนี้ พราหมณ์เมื่ออายุได้ ๘ ปี ส่วนกษัตริย์และแพศย์ เมื่ออายุได้ ๑๑ ปีและ ๑๒ ปี ตามลำดับ ส่วนศูทรนั้น ตามคัมภีร์ถือว่าไม่มีสิทธิจะศึกษาพระเวทที่เป็นศรุติ

           วัยพรหมจารยะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ โดยปกติครูจะเป็นฤาษีหรือนักบวชพำนักอาศัยอยู่ในป่าและทำการสั่งสอนศิษย์ในสำนักแห่งตน โดยเรียกสำนักเช่นนี้ว่า คุรุกุล สิ่งที่ครูจะต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดคือ การให้ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและคัมภีร์พระเวท นอกนั้นเป็นความรู้ด้านศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้น ศิษย์หรือผู้เรียนต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย มีความซื่อสัตย์ สงบเสงี่ยม และรักความสะอาด มีระเบียบวินัยที่ควบคุมตัวเองได้ เช่น ตื่นแต่เช้าตรู่ ไม่นอนหลับกลางวันและทำพิธีสันธยาวันละ ๒ ครั้ง คือยามเช้าและค่ำ ดังนั้นชีวิตระหว่างครูกับศิษย์ในคุรุกุล จึงไม่มีข้อแตกต่างกันครูจะไม่ใส่ในฐานะของศิษย์ว่ามาจากตระกูลที่ร่ำรวยหรือยากจน ศิษย์ต้องออกหาอาหารสำหรับตนเองและครู ด้วยวิธีการขออาหารจากชาวบ้านหรือผลไม้จากป่า การสอนของครูเป็นการสอนแบบให้เปล่าไม่มีเงินเดือน แต่มีความพยายามมุ่งถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์อย่างเดียว ดังสรุปได้จาก ตรีโลกนาถ ปาวาที่แสดงความสำคัญชีวิตในคุรุกุลไว้ใน หินทูธรรม ดังนี้

           ๑.เชื่อฟังคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ทุกประการและต้องถือว่าตนคือทาสของครูและหากครูรับตนเป็นศิษย์แล้วครูเปรียบดั่งพ่อแม่คนที่สองของตนตลอดชีวิต

           ๒.ออกไปรับภิกษา และสิ่งของต่างๆ สิ่งของที่ได้มาย่อมนำไปสู่ครูก่อน ถ้าครูอนุญาตให้รับประทานได้แล้วจึงจะเริ่มรับประทานอาหารได้ ถ้าไม่อนุญาตจะรับประทานไม่ได้

           ๓.ศิษย์ควรสงวนรักษาน้ำกามอันเป็นสาระสำคัญของร่างกายไว้ให้จงดีด้วยวิธีการต่อไปนี้

           ๓.๑รับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่รับประทานที่เพิ่มความร้อนให้แก่ร่างกาย เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ สุรา ยาเสพติดทุกชนิด เป็นต้น

           ๓.๒ไม่ควรอ่านหนังสือเรื่องเพศ และเรื่องรักๆใคร่ๆ ไม่ควรดูหรือหมกมุ่น และไม่ควรตกแต่งตัวมากเกินไป

           ๓.๓ควรอยู่ให้ห่างไกลเพศตรงข้าม

           ๓.๔ต้องไปทำประการใดประการหนึ่งที่จะทำให้น้ำกามมีอันหลั่งให้เสียไป

           ๓.๕ควรตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เคารพในครูและศิลปวิทยาที่ครูถ่ายทอดอยู่อย่างสม่ำเสมอและพำนักในคุรุกุลตลอดเวลา

           ศิษย์เมื่อสำเร็จการศึกษาจะลากลับสู่เรือนแห่งตน ครูจะสอนให้โอวาทเพื่อตั้งอยู่คุณธรรมของชีวิตที่สูงขึ้นความว่า จงพูดแต่ความจริง มีคุณธรรม ไม่ละทิ้งการศึกษาพระเวท...ไม่ละทิ้งหน้าที่จะพึงมีต่อพระเจ้าและบรรพชน...ให้ความเคารพมารดาบิดา ครูและแขกเหมือนหนึ่งเป็นพระเจ้า...ยกย่องให้เกียรติคนมีปัญญา เมื่อมีความสงสัยในพิธีกรรมหรือความประพฤติ ก็จงมองเอาการดำเนินชีวิตของผู้มีปัญญาเป็นตัวอย่าง

           ๒.คฤหัสถะ อาศรมะ ช่วงวัยแห่งการครองเรือน

           ช่วงวัยนี้ เรียกว่า คฤหัสถ์ถะ คำว่า คฤหัสถ์ถะ มาจากรากศัพท์คำว่า คฤหะ แปลว่า เรือน ส่วน สถะ แปลว่า ผู้ดำรงอยู่ ดังนั้น คำว่า คฤหัสถ์ถะ หมายถึง การดำรงอยู่ของผู้ครองเรือน เมื่อนักเรียนจบการศึกษาในคุรุกุลย่อมมุ่งสู่ตระกูลของตน ครอบครัวย่อมเกิดความปีติทำพิธีสมาวรตนะ สังสการะ เป็นพิธีแสดงความสำเร็จในการศึกษา จากนั้นจะเข้าสู่พิธีแต่งงานเพื่อรับภาระการครองเรือนต่อไป ช่วงวัยนี้บุรุษฮินดูนิยมสมรสเมื่ออายุครบ ๒๕ ปี ส่วนสตรีหลังอายุ ๑๘ ปีไปแล้ว

           คฤหัสถ์ไม่ใช่ใส่ใจเรื่องชีวิตครอบครัวเท่านั้น การทำหน้าที่ทางศาสนาคือการประกอบยัญพิธีเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตครอบครัวเกิดความสุขและได้รับการประทานพรอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่

           ๑.พรหมยัชญะ หมายถึง การบูชาพรหมันซึ่งเป็นอันติมสัจจะด้วยการศึกษาและสอน พระเวท ผู้ครองเรือนต้องผดุงรักษาวัฒนธรรมนี้และส่งผ่านไปยังอนุชนรุ่นต่อไป

           ๒.เทวยัชญะ การประกอบพิธีบูชาเทพเจ้าด้วยการใส่เครื่องสังเวยลงในกองเพลิง

           ๓.ปิตฤยัชญะ การบูชาบรรพบุรุษผู้ล่วงลับด้วยการประกอบพิธีศารท เป็นการแสดงกตัญญูกตเวทิตาธรรมต่อท่านเหล่านั้น

           ๔.ภูตยัชญะ การให้ทานแก่คนป่วย คนขัดสนและสรรพสัตว์

           ๕.มนุษยยัชญะ การทำหน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้แก่ การต้อนรับแขกที่มาสู่เรือนของตนอย่างจริงใจ การให้หรือสร้างที่พักแก่ผู้ยากไร้และการให้ทานแก่พรหมจารี

           ๓.วนปรัสถะ อาศรมะ การบำเพ็ญเพียรในป่าเป็นระดับที่ ๓ ของชีวิตหลังจากผ่านช่วงชีวิตการครองเรือนมาแล้ว ในมนูสมฤติกล่าวว่า เมื่อผู้ครองเรือนสังเกตเห็นรอยตีนกาบนใบหน้าและมีผมสีดอกเลาบนศีรษะหรือได้หลานไว้ชมเชยแล้วก็ควรจะออกไปอยู่ป่าพร้อมภรรยาหรือมอบภรรยาให้บุตรเลี้ยงดูแทน แต่ถ้าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้จะอยู่ในครอบครัวกับบุตรหลานก็ได้คอยให้คำแนะนำแก่พวกเขาและแก่คนทั่วไปเกี่ยวกับกิจกรรมทางโลก การดำเนินชีวิตแบบนี้ไม่เหมือนกับการเป็นคฤหัสถ์ก่อนหน้านี้ทั้งหมดเลยทีเดียวเพราะมีวัตถุประสงค์อยู่ที่การอุทิศตัวเองเพื่อมนุษยชาติไม่มุ่งหวังหรือผลประโยชน์ใดๆ เป็นสิ่งตอบแทน (Manusmrti, ๕ : ๒)

           ๔.สันยาสะ อาศรมะ ช่วงชีวิตของการออกบวช หรือชีวิตนักบวช เป็นช่วงชีวิตสุดท้ายตามอาศรมะ พวกท่านเหล่านั้นได้สละโลกและผ่านการทดสอบทางจิตใจจนมีความเข้มแข็งจนก้าวสู่ช่วงชีวิตสุดท้ายของชีวิต บุคคลเหล่านี้มีจุดมุ่งหวังไปที่การได้พบพระเจ้าโดยตรงอยู่เหนือความเข้าใจและความต้องการทางเศรษฐกิจและการเมืองทั้งปวง ในภควัทคีตา พระกฤษณะได้ประทานพระอนุศาสน์แก่อรชุนถึงลักษณะของสันยาสีที่แท้จริงว่า “ผู้ปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยไม่มุ่งหวังผลของการกระทำคือเป็นสันยาสและโนคีแท้” (Bhagavadgita, ๖ : ๕ )

ปุรุษารถะ จุดมุ่งหมายของชีวิต

           ปุรุษารถะ มาจากคำสองคำ คือคำว่า ปุรุษะ และ อรถะ หมายถึง คน และ จุดหมาย โดยมีอุดมการ์เพื่อบรรลุสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดของคน ๔ ประการคือ ธรรมะ อรรถ กามะ และโมกษะ ตามลำดับ ตลอดถึงเป็นฐานรากให้ชีวิตในอาศรมะทั้ง ๔ มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

           ๑)ธรรมะ ศีลธรรมหรือคุณความดี

           ธรรมะ มี่รากศัพท์จากภาษาสันสกฤตว่า ธร แปลว่า การทรงไว้ ธำรงไว้ ธรรมะในความหมายนี้ต่างจากความหมายในทางศาสนา แต่มีความหมายถึงลักษณะที่ทรงไว้ในสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เช่น ธรรมะของไฟคือความร้อน (เพราะมีความร้อนทรงไว้อยู่) เป็นต้น สำหรับคนซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตมีลักษณะของธรรมะดังปรากฏในมานวธรรมซึ่งเป็นคัมภีร์ตั้งแต่สมัยพระเวท โดยฤาษียาชญวัลกยะเห็นว่ามนุษยธรรม ได้แก่ อหิงสา (การไม่เบียดเบียน), สัตยะ (ความจริง), อัสเตยะ (การงดเว้นจากการขโมย), อินทริยนิครหะ (การควบคุมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ) และทาน (การให้) ส่วนปราชญ์ตุลสีทาส เห็นว่ามนุษยธรรมคือสิ่งเดียวกับการประพฤติสัตยะ (ความจริง), โสจะ (ความบริสุทธิ์), ทยา (ความเห็นอกเห็นใจ) และทานะ (การให้) ในมหาภารตยุทธ์พระกฤษณะได้อธิบายให้อรชุนฟังว่า “พระเป็นเจ้าทรงสร้างหลักธรรมขึ้นมาเพื่อสวัสดิภาพของผู้ถูกสร้างทั้งปวง อหิงสธรรมคือธรรมะ อาศัยธรรมะที่ถูกสร้างจึงได้ชื่อว่าได้รับการคุ้มครองรักษาปกป้องโดยพระองค์” ในมนูสมฤติ ฤาษีมนูได้แสดงลักษณะของธรรมไว้ ๑๐ ข้อ คือ ๑.ความซื่อตรง ๒.การให้อภัย ๓.การควบคุมตนเอง ๔.หารงดเว้นจากอทินนาทาน (การขโมย) ๕.มีกายและใจบริสุทธิ์ ๖.การควบคุมอายตนะ ๗.มีปัญญา ๘.มีความรู้เกี่ยวกับพรหมัน ๙.ความซื่อสัตย์ และ ๑๐.งดเว้นจากความโกรธ (Manusmrti, ๖ : ๙๑-๙๒)

           ๒)อรรถะ ความมั่งคั่ง

           อรรถะ หมายถึง ความมั่งคั่ง ทรัพย์ ความสำเร็จและอำนาจ เป็นต้น อรรถะจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการ การได้มาของอรรถะควรมาจากวิธีการที่ถูกต้องตามธรรมะ หากได้มาอย่างผิดวิธีเรียกว่า อนรรถะ และต้องไม่ทอดทิ้งหน้าที่ที่จะประกอบยัญพิธีทั้ง ๕ ในคฤหัสถ อาศรมะ ได้แก่

           ๑.พรหมยัชญะ หมายถึง การบูชาพรหมันซึ่งเป็นอันติมสัจจะด้วยการศึกษาและสอน พระเวท ผู้ครองเรือนต้องผดุงรักษาวัฒนธรรมนี้และส่งผ่านไปยังอนุชนรุ่นต่อไป

           ๒.เทวยัชญะ การประกอบพิธีบูชาเทพเจ้าด้วยการใส่เครื่องสังเวยลงในกองเพลิง

           ๓.ปิตฤยัชญะ การบูชาบรรพบุรุษผู้ล่วงลับด้วยการประกอบพิธีศารท เป็นการแสดงกตัญญูกตเวทิตาธรรมต่อท่านเหล่านั้น

           ๔.ภูตยัชญะ การให้ทานแก่คนป่วย คนขัดสนและสรรพสัตว์

           ๕.มนุษยยัชญะ การทำหน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้แก่ การต้อนรับแขกที่มาสู่เรือนของตนอย่างจริงใจ การให้หรือสร้างที่พักแก่ผู้ยากไร้และการให้ทานแก่พรหมจารี

           ๓) กามะ ความปรารถนา

           กามะ หมายถึง ความปรารถนาหรือการครอบครองมีด้วยกัน ๔ แบบ คือ ความปรารถนา (กามะ), ความปรารถนาอย่างแรงกล้า (อภิลาษะ), ความปรารถนาเพื่อให้บรรลุผลบางอย่าง (อาทางคษา) และความกำหนัด (ลาลสา) (K. and M.Romnohur, ๑๙๘๒ : ๘๕) กามะ คือความสุขเป็นสิ่งที่สืบเนื่องมาจากความมั่งคั่งที่ถูกตามธรรมะ สำหรับ กามะในความหมายเกี่ยวกับเพศซึ่งเป็นเรื่องของแรงกระตุ้นตามธรรมชาติเป็นความหมายระดับต่ำสุด มหาภารตยุทธ์ตอนศาสนติบรรพ กล่าวว่าเป็น ๑ ใน ๖ ของกิเลส ชนิดที่ขวางกั้นไม่ให้ก้าวสู่ธรรมะที่สูงขึ้น ได้แก่ ๑.ความใคร่ (กามะ), ๒.ความมุ่งร้าย (โกรธะ), ๓.ความโลภ (โลภะ), ๔.ความหลง (โมหะ), ๕.ความถือตัว (มทะ) และความริษยา (มัตสระ)

           ๔) โมกษะ ความหลุดพ้น

           โมกษะ แปลว่า ความหลุดพ้นจากอวิทยาคือความไม่รู้เกี่ยวกับพรหมัน ผู้หลุดพ้นถือได้ว่าเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ในชาติปัจจุบันสำเร็จกิจของการได้เกิดมาเป็นมนุษย์อันเกิดจากการศึกษาในคัมภีร์พระเวทและด้วยการบำเพ็ญตบะอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของชาวฮินดู

การปฏิบัติธรรมระหว่างบุคคลต่อบุคคล

           ในพระคัมภีร์ของศาสนาฮินดู ได้บัญญัติการปฏิบัติระหว่างบุคคลต่อบุคคลไว้เป็นอันมาก อาทิเช่น ปิตฤธรรม, ฆาตฤธรรม, อาจารยธรรม, บุตรธรรมและศิษยธรรม, ภราตฤธรรม, ปติธรรม,ปตนีธรรม,สามีเสวกธรรม, ราชธรรม และมานวธรรม โดยจะขอยกตัวอย่างปติธรรม, ปตนีธรรม,บุตรธรรมและศิษยธรรม, ราชธรรม และมานวธรรม ดังนี้

ปติธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่ของสามีต่อภรรยา บุรุษเมื่อจะมีครอบครัวย่อมเลือกสตรีผู้เหมาะสมแก่ตระกูลของตน ฉะนั้น ก่อนการเลือกเจ้าสาวต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเสียก่อน เมื่อฝ่ายผู้ใหญ่ทั้งสองยินยอมพร้อมในแล้วจึงยอมรับเจ้าสาวนั่นเป็นภรรยา เมื่อเป็นภรรยาเสมือนเป็น สมบัติของสามีไปตราบชั่วชีวิต ต้องเอาใจใส่ต่อภรรยาอย่างจริงจัง อย่าเป็นชู้กับหญิงอื่น ถือว่าผู้หญิงอื่น ๆ เป็นเสมือนมารดา พี่ น้อง ลูก หลานของตนโดยปราชญ์กล่าวไว้ว่า ที่ไหนสตรีเพศได้รับความนับถือจากฝ่ายชาย ที่นั้นมีเทพทั้งหลายอาศัยอยู่ตลอดกาล ที่ไหนภรรยาได้รับแต่อนาทร ที่นั้นการกระทำการกุศลของฝ่ายชายกลายเป็นโมฆะ ตระกูลหรือครอบครัวใดในระหว่างสามีภรรยามีความพอใจซึ่งกันและกัน ตระกูลหรือครอบครัวนั้นย่อมมีแต่ความสุขความเจริญ

           ปตนีธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่ของภรรยาต่อสามี สตรีที่ได้รับการคัดเลือกจากครอบครัวของบุรุษให้สู่ในสถานะภรรยาแล้วต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อสามีด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เอาใจใส่สามีอย่างจริงจัง ต้องถืออยู่ในจิตใจของตนเองเสมอว่า ชายอื่นยกเว้นสามีของตนเป็นเสมือนบิดา พี่ น้อง บุตร หลาน เท่านั้น อย่าเป็นชู้กับชายอื่น อยู่ในโอวาทและอยู่ในการควบคุมดูแลของสามีตลอดสมัย เพราะภรรยาเป็นคนสำคัญ?สุดในครอบครัว ปราชญ์จึงกล่าวว่า การคลอดบุตร การกุศล การบริการรับใช้อย่างเยี่ยม สวรรค์ของตน และสวรรค์ของบรรพบุรุษสิ่งเหล่านี้อยู่ในกำมือของสตรี

           ผู้เป็นสตรีนั้น ต้องระมัดระวังในความบริสุทธิ์และรักษาไว้ความเป็นสาว จงเป็นภรรยาของชายที่เป็นสามีของตนเองเท่านั้น โดยทุกประการในคัมภีร์มานวศาสตร์ ปราชญ์ได้บัญญัติไว้ว่า สตรีใดประพฤตินอกใจสามีเป็นชู้กับชายอื่น สตรีนั้นย่อมถูกติเตียนนินทาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เกิดเป็นหมาป่าหรือหมาจิ้งจอก นอกจากนี้แล้ว ได้รับความเจ็บปวดด้วยโรคน่าเกลียดทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

บุตรธรรมและศิษยธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่ของบุตรต่อบิดามารดา และการปฏิบัติหน้าที่ของศิษย์ต่อครูอาจารย์ ในพระคัมภีร์ได้บัญญัติไว้ว่า บุคคลที่จงรักภักดีต่อมารดา ผู้นั้นเป็นผู้ชนะในโลกนี้ บุคคลที่จงรักบิดา ผู้นั้นย่อมชนะโลกสวรรค์ และบุคคลที่จงรักภักดีในครูอาจารย์ ผู้นั้นย่อมชนะในพรหมโลก บุคคลที่ได้ทำการเคารพ บิดามารดาย่อมไม่ถึงซึ่งความสำเร็จ ไม่ว่าจะทำการกุศลมากมายสักเท่าใด ด้วยประการนี้ ผู้ที่ต้องการความสำเร็จและมีความสุขในชีวิตนี้หรือชีวิตหน้าก็ตาม บุคคลนั้นจึงต้องเคารพนับถือบิดามารดา และครูอาจารย์อย่างจริงใจ ต้องอยู่ในโอวาทเชื่อฟังถ้อยคำและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ราชธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่อันงดงามของพระราชา หรือรัฐบาลที่มีต่อประชาชน กับการปฏิบัติหน้าที่ของประชาชนต่อพระราชา โดยหลักธรรมข้อนี้มุ่งประโยชน์ความสัมพันธ์ระหว่างพระราชากับประชาชนของพระองค์ว่าดั่งบิดาปกครองบุตรโดยพระราชามีธรรมสูงสุดคือการดูแลเอาใจใส่ทุกข์สุขของประชาชนอย่างใกล้ชิด และอารักขาประชาชนให้เกิดความอบอุ่น ในทางเดียวกันประชาชนเมื่อได้รับการดูแลจากพระราชาเช่นนั้นพึงกระทำตนเป็นผู้อยู่ในกรอบของกฎหมายโดยมีกล่าวไว้ว่า ราชา ฑณฑธโร คุรุห พระราชาเป็นครู พระองค์ถือทัณฑคือกฎหมายไว้ หมายถึงผู้ใดไม่ปฏิบัติทางธรรม(กฎหมาย) ผู้นั้นย่อมได้รับโทษจากพระองค์

           พระราชาธิราชานั้นพระองค์ทรงเป็นเสมือนเทพเจ้าทั้ง ๘ พระองค์ ได้แก่

           ๑.พระอินทร์ ๒.พระยมราช ๓.พระวายุ ๔.พระสูรย

           ๕.พระอัคนิ ๖.พระวรุณ ๗.พระจันทร์ ๘.พระกุเวร

           ในคัมภีร์พระเวทได้แสดงไว้ว่าครั้งเมื่อพระพรหมธาดาได้แต่งตั้งพระมหากษัตริย์ ทรงนำพระเดชบารมีของเทพเจ้าทั้งแปดพระองค์มาสร้างเพื่อให้มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองรักษาประชาชน ในคัมภีร์ศรีมัทภควัทคีตา พระกฤษณะได้ทรงอนุศาสน์ประทานไว้ว่า นราณา จ นราธิปม เราเป็นพระราชาในมนุษยชาติ

มานวธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่ระหว่างบุคคลต่อบุคคล โดยมีการแสดงไว้เป็นข้อๆ ดังนี้

           บุคคลที่ได้กระทำโดยการพูด โดยกาย โดยใจแล้ว ผลแห่งการกระทำนั้นก็จักอำนวยให้แก่บุคคลนั้นเป็น มัธยคติ และอุตมคติ จึงควรทำแต่กรรมดีโดยตลอดแต่ฝ่ายเดียว

           คิดแต่ทรัพย์สมบัติของผู้อื่น คิดแต่การทำเสียประโยชน์แก่ผู้อื่น ไม่ยอมนับถือผู้ใหญ่นี้เป็นโทษทางจิตใจ จงอย่าทำ

           การพูดด่าว่า พูดคำหยาบ พูดความไม่จริง พูดให้ร้ายลับหลัง พูดนินทา พูดส่อเสียด นี้เป็นโทษทางวาจา จงอย่าทำ

           ถือเอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่นโดยเขายังไม่ทันให้ หรือใช้อำนาจ ฆ่าหรือทำหรือทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นชู้กับภรรยาหรือสามีของผู้อื่นเป็นโดยทางกาย จึงต้องไม่กระทำ

           ก่อนจะลงมือกระทำใดๆ จงพิจารณาดูว่า ขัดกับขนบธรรมเนียมของสังคมที่ตนสังกัดอยู่หรือไม่ ถ้าไม่ขัดต่อขนบธรรมเนียมดังกล่าวแล้วไซร้ จึงลงมือทำ

           การกระทำใด จะให้ได้รับแต่การนินทาจากสังคม และไปสู่คตินัยดังกล่าวฝ่ายเดียวการนั้นอย่าทำ

           บุคคลใดไม่ซื่อตรงต่อมิตร บุคคลที่ไม่รู้จักบุญคุณ บุคคลที่หักหลังต่อบุคคลอื่น บุคคลประเภทนี้ต้องไปตกนรกอยู่จนถึงพระอาทิตย์และพระจันทร์สถิตอยู่บนนภากาศ

           บุคคลใดที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติ เพื่อธรรม บุคคลนั้นจะไปสู่สุขคติสูงสุดโดยผ่ายสุริยะมณฑลไป

           บุคคลใดถือว่า ภรรยาของผู้อื่นเป็นเสมือนภรรยามารดาตน ทรัพย์สมบัติของผู้อื่นเป็นโลหะ สัตว์ทั้งหลายเป็นเสมือนตัวเอง บุคคลนั้นเป็นนักธรรมแท้

           ในโลกนี้ใครมาแย่งที่ดิน คือ ประเทศชาติของเรา ซึ่ง ปู่ ย่า บิดา มารดา ได้รักษาไว้ผู้นั้นจะเป็นศัตรูที่หนึ่งของเรา ขอให้ทำลายผู้นั้นเสีย ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นญาติมิตรก็ตาม

           พระราชาเป็นญาติของผู้ที่ไม่มีญาติ พระราชาเป็นตาของผู้ที่ไม่มีความสว่างในดวงตา พระราชาเป็นบิดามารดาของประชาชนที่เดินบนทางยุติธรรม ฉะนั้นแล

           ทรัพย์สมบัติเงินทองมีคติ ๓ ประการ คือ จ่ายไปเพื่อบำเพ็ญกุศลทาน ๑ จ่ายไปเพื่อการจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภค ๑ หากไม่จำเป็นทั้ง ๒ ประการดังกล่าวข้างต้นนี้แล้วทรัพย์นั้นก็วินาศไป

           จงฟังสาระสำคัญแห่งธรรม คือ สิ่งใดที่ตัวเองไม่ชอบ อย่าพึงอำนวยสิ่งนั้นให้แก่ผู้อื่น การกระทำของผู้อื่นประการใดที่เราไม่ชอบ อย่ากระทำการนั้นแก่ผู้อื่น สารธรรมนี้จงถือไว้ตลอดไป ก็มีแต่ความสุขสันต์เป็นนิตย์

๖.พิธีกรรม

           ข้อปฏิบัติในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู มีทั้งที่เป็นส่วนเฉพาะและส่วนรวมต้องประพฤติปฏิบัติตามกฎประเพณีที่ทำไว้สำหรับวรรณะของตนนั้น แบ่งออกเป็น ๔ หมวด คือ

           ๑.กฎสำหรับวรรณะ ที่เกี่ยวกับการแต่งงาน อาหารการกิน อาชีพ และเคหสถานที่อยู่

           ๒.พิธีประจำวัน ชาวฮินดูต้องทำพิธีกรรมประจำบ้านที่ขาดไม่ได้ การทำพิธีต้องอาศัยพราหมณ์ นักบวชเป็นผู้ทำเรียกว่า พิธีสังสการ เป็นพิธีประจำบ้านมี ๑๒ ประการ ได้แก่

           ขั้นที่ ๑ ครรภาธาน เป็นพิธีที่จัดขึ้นเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ถัดจากวันวิวาห์

           ขั้นที่ ๒ ปุงสวัน เป็นพิธีปฏิบัติต่อเด็กในครรภ์ที่เข้าใจว่าเป็นเพศชาย

           ขั้นที่ ๓ สีมันโตนยัน เป็นพิธีแยกผมหญิงมีครรภ์ เมื่อครรภ์ได้ ๔,๖ หรือ ๘ เดือน

           ขั้นที่ ๔ ชาตกรรม พิธีคลอดบุตร

           ขั้นที่ ๕ นามกรรม พิธีตั้งชื่อเด็ก ในวันที่ ๑๒ หรือ ๑๔ ถัดจากวันคลอด

           ขั้นที่ ๖ นิษกรมณ์ พิธีนำเด็กออกไปดูแสงอาทิตย์ยามเช้า เมื่ออายุได้ ๔ เดือน

           ขั้นที่ ๗ อันนปราศัน พิธีป้อนข้าวเด็กเมื่ออายุได้ ๕ เดือน หรือ ๖ เดือน

           ขั้นที่ ๘ จูฑากรรม พิธีโกนผมไว้จุก เมื่ออายุได้ ๓ ขวบ

           ขั้นที่ ๙ เกศานตกรม พิธีตัดผม ถ้าเป็นวรรณะพราหมณ์ตัดเมื่ออายุ ๑๖ ปี ถ้าวรรณะกษัตริย์ตัดเมื่ออายุ ๒๒ ปี ถ้าวรรณะแพศย์ตัดเมื่ออายุ ๒๔ ปี

           ขั้นที่๑๐ อุปนัยน์ พิธีเริ่มการศึกษาเพื่อเป็นพราหมณ์โดยคล้องด้ายยัชโญปวีต

           ขั้นที่๑๑ สมาวรรตน์ พิธีกลับบ้าน ปฏิบัติเมื่อสำเร็จการศึกษาจากสำนักครูแล้ว

           ขั้นที่๑๒ วิวาหะ พิธีแต่งงาน

           พิธีทั้ง ๑๒ ประการนี้ ถ้าเป็นหญิงห้ามทำพิธีอุปนัยน์อย่างเดียว นอกนั้นทำได้หมดและห้ามสวดคัมภีร์พระเวท เพราะเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สงวนเฉพาะผู้ชายและคนบางวรรณะเท่านั้นในปัจจุบัน พวกพราหมณ์ได้ลดพิธีปฏิบัติเหลือเพียง ๔ อย่าง คือ พิธีนามกรรม, อันนปราศัน, อุปนัยน์ และ วิวาหะ

           ๓.พิธีศราทธ์ ได้แก่ พิธีของผู้มีศรัทธาคือมีใจเชื่อมั่นเป็นการทำบุญอุทิศให้แก่บิดา มารดา หรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว (Ancestor Worship) ในเดือน ๑๐ ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ ถึงวันแรม ๑๕ ค่ำ การทำบุญอุทิศนั้น เรียกอีกอย่างว่า ทำบิณฑะ(ก้อนข้าวสุก)

           ๔.บูชาเทวดา การทำพิธีบูชานี้ต่างกันไปตามวรรณะ ถ้าวรรณะสูงพอจะกำหนดลงได้ เช่น สวดมนต์ภาวนา อาบน้ำชำระกายและสังเวยคงคาทุกวัน พิธีสมโภชน์ถือศีลในวันศักดิ์สิทธิ์และไปนมัสการบำเพ็ญกุศลในเทวาลัย ถ้าวรรณะต่ำก็มีพิธีผิดแผกแตกต่างกันออกไป

๗.ประเทศที่มีศาสนิกชนศาสนานี้

           ส่วนมากที่ประเทศอินเดีย นอกนั้นจะมีบ้างเป็นส่วนน้อยตามประเทศต่างๆ เช่น เนปาล ลังกา บาหลี อินโดนิเซีย ไทย แอฟริกาใต้ สถิติผู้นับถือประมาณกว่า ๔๗๕ ล้านคน


           ดาวน์โหลดเอกสาร

           จัดทำโดย

          อ.อาชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน

           ศศ.บ. (ศาสนศึกษา) เกียรตินิยมอันดับ ๒ ว.ศาสนศึกษา ม.มหิดล

           M.A. (Indian Philosophy and Religion), Banaras Hindu University, Varanasi, India

           E-mail : callarchphurich@yahoo.com