สำนักพุทธวัดโฝวกวงซัน ตอนที่ 1 โดย นภาพร ทรัพย์โสภา

ปัจจุบันพระพุทธศาสนานิกายมหายานถือเป็นนิกายที่มิอิทธิพลต่อพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เนื่องจากเหตุผลสำคัญหลายๆประการด้วยกัน เช่น พุทธศาสนามหายานบางนิกาย ไม่เน้นหลักปรัชญาลึกซึ้งที่ต้องตีความหมาย เน้นสอนหลักธรรมง่ายๆที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ง่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ศรัทธาต่อพระอมิตาภพุทธเจ้า และตั้งจิตมั่นที่จะไปเกิดยังพุทธเกษตร หรือการปฏิบัติที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเพื่อหลุดพ้นจากสังสารวัฏ แต่มุ่งการบำเพ็ญกุศลบารมีช่วยเหลือผู้คนให้หลุดพ้นจากความทุกข์ เฉกเช่นองค์พระโพธิสัตว์ บางนิกายเชื่อว่าสาวกหรือสมาชิกในนิกายไม่จำเป็นต้องบวชหรือครองเพศบรรพชิตก็สามารถที่จะบรรลุธรรมมะขั้นสูงได้ เหตุผลเหล่าถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้พุทธศาสนานิกายมหายานได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั้งในหมู่หรือพุทธศาสนิกเอง หรือแม้แต่ประชาชนที่นับถือต่างศาสนาทั้งประเทศในแถบตะวันออก และตะวันตก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศในแถบยุโรป ซึ่งนิกายสำคัญนิกายหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมจากประชาชนทั่วสารทิศก็คือ นิกายมหายาน สายรินไซเซ็น หรือที่รู้จักกันในนาม สำนักพุทธวัดโฝวกวงซัน

               

ประวัติสำนักพุทธวัตโฝวงกวงซัน

                สำนักพุทธวัดโฝวกวงซัน เป็นวัดในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน สายรินไซเซ็น ก่อตั้งขึ้นภายใต้การนำของพระคุณเจ้า พระเถระซิงหวิน เมื่อ พ.ศ. 2510 ณ เมืองเกาสยง ประเทศไต้หวัน ในระยะแรกของการก่อนั้น ได้จัดตั้งเป็นศูนย์ด้านวัฒนธรรมพุทธศาสนาก่อน ต่อจึงได้พัฒนามาเป็นสำนักพิมพ์โฝวกวงเพื่อจัดพิมพ์หนังสือพุทธศาสนามากมาย ภายหลังในปีพ.ศ. 2510 จึงได้ก่อตั้งเป็นวิทยาลัยสงฆ์ มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อเผยแผ่พุทธศาสนาให้แพร่หลายไปทั่วโลก หรือพุทธศาสนาของโลกมนุษย์ โดยยึดหลักให้การศึกษาในการพัฒนาบุคคล สืบสานวัฒนธรรมในการประกาศพุทธธรรมคำสอน บำเพ็ญกุศลในการช่วยเหลือพัฒนาสังคม เน้นการปฏิบัติธรรมในการจรรโลงจิตใจ และกลายเป็นสำนักพุทธวัดโฝวกวงซันดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

สำนักพุทธวัดโฝวกวงซันขยายการพัฒนาไปสู่ทวีปต่างๆ ผ่านวัดสาขากว่า 250 แห่งทั่วโลก เช่น วัดซีไหล ในสหรัฐอเมริกา, วัดหนานเทียน ในออสเตรเลีย, วัดหนานฮวา ในแอฟริกาใต้ ฯลฯ ซึ่งจัดเป็นวัดจีนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนั้นๆ นอกจากงานด้านศาสนา วัดโฝวกวงซัน ยังได้จัดตั้งกองทุนด้านการศึกษา การเผยแพร่วัฒนธรรม และงานสังคมสงเคราะห์ต่างๆ อีกมากมาย ทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์ทางพุทธศาสนา 8 แห่ง ห้องสมุดพระพุทธศาสนา 11 แห่ง สำนักพิมพ์ทางพระพุทธศาสนา โรงพยาบาลเคลื่อนที่ วิทยาลัยสงฆ์ 16 แห่ง โรงเรียนอนุบาล 7 แห่ง โรงเรียนประถม 6 แห่ง และโรงเรียนมัธยม 3 แห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัย 4 แห่ง เช่น มหาวิทยาลัยซีไหล ลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา, มหาวิทยาลัยหนานฮวา เมืองเจียอี้ และมหาวิทยาลัยโฝวกวง เมืองอี๋หลัน ประเทศไต้หวัน, มหาวิทยาลัยหนันเทียน ประเทศออสเตรเลีย และในวัดสาขาทั่วโลก ได้จัดชั้นเรียนภาษาจีนในทุกสาขาทั่วโลก รวมทั้งจัดตั้งกองทุนในด้านการศึกษาและการเผยแพร่วัฒนธรรม งานสังคมสงเคราะห์ต่างๆ อีกมากมาย

 

ประวัติผู้ก่อตั้งสำนักพุทธวัดโฝวกวงซัน

พระคุณเจ้า พระเถระซิงหวิน เกิดเมื่อปี ค.ศ. 2470 เดิมเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ อาศัยอยู่ในมณฑลเจียงตู ท่านบรรพชาเพื่อศึกษาพระพุทธศาสนาเมื่ออายุได้ 12 ปี และอุปสมบทเมื่ออายุ 20 ปี ณ วัดชีเสียซัน เมืองนานกิง ประเทศจีน โดยมีพระเถระจื้อไค เจ้าอาวาสวัดชีเสียซัน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระเถระซิงหวินสำเร็จการศึกษาสงฆ์ด้านวิปัสสนารินไซขั้นสูง ณ วิทยาลัยสงฆ์ชีเสียซัน ประเทศจีน สืบสายพงศาธรรมของมหายาน นิกายรินไซเซ็น ต่อมาในช่วงปีพ.ศ. 2492 ซึ่งเป็นช่วงการปฏิวัติครั้งใหญ่ในประเทศจีน รัฐบาลของประเทศจีนในขณะนั้นสนับสนุนแนวความคิดของลัทธิมาร์กซิสต์ และออกนโยบายโจมตีพระพุทธศาสนา โดยการยึดวัดและที่ดินสงฆ์เพื่อใช้เป็นสถานที่ราชการ บีบให้พระสงฆ์ลาสิกขาบทไปประกอบอาชีพทำไร่ทำนา พระเถระซิงหวินซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโส่วซัน เมืองนานกิง ประเทศจีน จึงรวบรวมกำลังพระสงฆ์ประมาณ 70 คนไปขึ้นเรือที่เซี่ยงไฮ้ เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปสู่เกาะไต้หวันโดยไม่รู้ชะตากรรม

การเดินทางในครั้งนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก พระเถระซิงหวินเดินทางถึงประเทศไต้หวันในสภาพที่  “รองเท้าขาด และบาตรแตก”   ส่งผลให้พระคุณเจ้าซิงหวิน ไม่สามารถบิณฑบาตอาหารเพื่อฉันได้ ท่านต้องเดินด้วยเท้าเปล่าอยู่หลายวันจนจนกระทั่งได้เข้าพักที่วัดเหวียนกวง  เมืองจงลี่ และได้พักอาศัยอยู่ที่วัดนั้นนานหลายปี ในขณะที่พระคุณเจ้าซิงหวินพักอาศัยอยู่ที่วัดก็ช่วยเหลืองานของทางวัดด้วยความขยันหมั่นเพียร ไม่เคยละทิ้งความคิดที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ ยังคงมุ่งมั่นในการขีดเขียนเรียนอ่านอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งมีโอกาสเดินทางไปบรรยายธรรมที่วัดเหลยอิน เมืองอี๋หลัน และพำนักอาศัยอยู่ที่วัดแห่งนั้น ด้วยความมุ่งมั่นบวกกับสติปัญญาหลักแหลม และการรู้จักแก็ไขสถานการณ์คับขัน ส่งผลประชาชนในละแวกนั้นเลื่อมใสศรัทธาในตัวพระคุณเจ้ามากขึ้น จึงพากันเรียกขานท่านว่า “อาจารย์ที่ประตูทิศเหนือ” ด้วยเพราะวัดเหลยอินนั้นตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองอี๋หลัน งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระคุณเจ้ารุดหน้าไปด้วยดี จนสามารถจัดตั้งชมรมสวดมนต์ขึ้นเพื่อให้ขาวบ้านที่ไม่รู้หนังสือได้มีโอกาสเข้าถึงพุทธธรรมได้ นอกจากนี้พระเถระซิงหวินยังเล็งเห็นความสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพของพุทธยุวชน จึงได้ก่อตั้งคณะเสียงสรรเสริญพุทธคุณขึ้นเป็นวงแรกของไต้หวัน และจัดตั้งกลุ่มเรียงความเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนมีความรู้ในด้านภาษาวรรณกรรมด้วย และด้วยความคิดริเริ่มดังกล่าวส่งผลให้พระพุทธศาสนาได้รับความนิยมจากหนุ่มสาวปัญญาชนมากขึ้นเรื่อยๆ

พระเถระซิงหวินเล็งเห็นว่า สิ่งที่ต้องทำเป็นการเร่งด่วนคือการฝังรากการศึกษาพุทธศาสนา อบรมคนรุ่นใหม่ให้เป็นเลือดใหม่ของพุทธศาสนา เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนาได้ยาวไกล จึงได้ก่อตั้งวิทยาลัยสงฆ์โซ่วซันขึ้นในปีพ.ศ. 2507 ซึ่งภายหลังจำนวนนักศึกษาที่สนใจเข้ามาศึกษาที่วิทยาลัยแห่งนี้มาจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ พระคุณเจ้าจึงวางแผนสร้างวิทยาลัยสงฆ์แห่งใหม่ที่มีระเบียบแบบแผน และมีประสิทธิภาพทั้งในด้านการศึกษา และการเผยแผ่วัฒนธรรมขึ้น ณ เมืองเกาสยง ในปีพ.ศ. 2510 ต่อมาจึงกลายเป็นสำนักพุทธวัดโฝวกวงซัน แม้ว่าการก่อสร้างวัดดังกล่าวจะเต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรคต่างๆนานา ทั้งปัญหาจากการประสบภัยทางธรรมชาติ และปัญหาในการก่อสร้าง แต่พระเถระซิงหวินก็มิเคยย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ยังคงมุ่งมั่นที่จะสืบสานปณิธาน และก็าวเดินต่อไปด้วยกำลังใจและกำลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไต้หวัน

ตอนระยะเวลาที่ผ่านมาพระเถระซิงหวินได้ ปฏิบัติงานด้านพุทธศาสนาอย่างมากมาย อาทิเช่น เป็นผู้ ก่อตั้งสมาคมสุขาวดี, สมาคมยุวพุทธ ,โรงเรียนสอนธรรมเยาวชนในวันหยุด,ก่อตั้งกลุ่มเยาวชนผู้ประกาศธรรม, จัดทำวิทยานิพนธ์พุทธศาสนา 100 เล่ม และจัดพิมพ์พระไตรปิฎกมหายาน และพจนานุกรมพุทธศาสนา และเป็นผู้ริเริ่มการนำเทคโนโลยีต่างๆมาใช้ในการเผยแผ่พุทธศาสนา จัดทำพจนานุกรมพุทธศาสนาฉบับซีดีรอมจัดพิมพ์ รวมทั้งก่อตั้งสถานีโทรทัศน์พุทธศาสนา และศูนย์คอมพิวเตอร์ในด้านงานพระพุทธศาสนาด้วย นอกจากนี้ ในปีพ.ศ. 2534 พระเถระซิงหวินยังได้ก่อตั้งมูลนิธิแสงพุทธธรรมในงานช่วยเหลือสังคม ในทวีปต่างๆ กว่าร้อยสาขาตามปณิธานที่ตั้งไว้ว่า ขอให้พุทธธรรมปกแผ่ทั่วมหาตรีสหัสโลกธาตุ ธรรมธาราไหลรินสู่ห้าทวีป

พุทธเกษตร หรือ ดินแดนสุขาวดีของพระอมิตาภะพุทธเจ้า ซึ่งกล่าวไว้ในอมิตายุรธายานสูตร ประกอบไปด้วย 9 ชั้น เชื่อกันว่าพุทธศาสนิกชนจะเข้าถึงดินแดนสุขาวดีนี้ได้ด้วยการจงรักภักดีต่อพระอมิตาภพุทธเจ้าและภาวนาถึงพระองค์เท่านั้น ซึ่งการภาวนาถึงพระองค์เพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้ผู้ภาวนาหลุดพ้นไปจากสังสารวัฏได้

http://board.palungjit.com/f36/ท่องไปในแดนธรรม-วัดโฝวกวงซัน-วัดลอยฟ้า-สูงที่สุดในประเทศไทย-20462.htm

http://www.fgs.in.th/history_detail.php?msid=60&msposition=3&mmid=1

อุษา โลหะจรูญ (แปล), สืบสานปณิธานธรรม (ชีวประวัติคณาจารย์ซิงหวิน), หน้า 41