ศาสนา...พลังสำคัญของชีวิต

ไม่ว่าสังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงมากมายเพียงใด และไม่ว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะก้าวหน้ามากแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ยังคงมีประสบการณ์ทางศาสนาที่เหตุผลและความรู้สมัยใหม่ยังอธิบายความลี้ลับของประสบการณ์นี้ไม่ได้  ศาสนาจึงยังคงเป็นปรากฏการณ์ที่เรายังมองไม่เห็นชัดเจนเหมือนดวงจันทร์ที่มีเมฆหมอกบัง  อย่างไรก็ตามเราคงต้องยอมรับว่าในขณะที่วิทยาศาสตร์เป็นกระแสหลักของสังคมยุคดิจิตัล  ศาสนายังมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เช่นเดียวกับในทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา ดังเห็นได้จากจำนวนศาสนิกชนที่มีอยู่ในเวลานี้ มีผู้ประมาณว่า ผู้นับถือศาสนาคริสต์มีจำนวนสองพันล้านคน  ศาสนาอิสลามหนึ่งพันสามร้อยล้านคน  ศาสนาฮินดูเก้าร้อยล้านคน  ศาสนาพุทธสามร้อยหกสิบล้านคน  ศาสนาขงจื๊อและศาสนาเต๋ายี่สิบสองล้านคน  ศาสนาพื้นเมืองในอัฟริกาเก้าสิบห้าล้านคน  ศาสนาซิกส์ยี่สิบสามล้านคน  ศาสนายิว (ศาสนายูดาย) สิบสี่ล้านคน  ศาสนาบาไฮหกล้านคน  ศาสนาเชนและศาสนาชินโต ศาสนาละสี่ล้านคน

คำถามคำตอบเกี่ยวกับศาสนา

คำถามเกี่ยวกับศาสนามีอยู่ ๒ ประเภท คือ (๑) คำถามเกี่ยวกับศาสนาทั่วไป ไม่เจาะจงศาสนาหนึ่งศาสนาใด เช่น ศาสนาคืออะไร?  เกิดขึ้นได้อย่างไร?  มีหน้าที่อะไร?  และ (๒) คำถามเกี่ยวกับศาสนาหนึ่งศาสนาใดโดยเฉพาะ เช่น พิธีบูชาในศาสนาพุทธมีลักษณะอย่างไร?  ทำไมแม่น้ำคงคาจึงเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิในศาสนาฮินดู?  ทำไมกรุงเจรูซาเล็มจึงเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในศาสนายิว ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม?  ทำไมวัดชินโตจึงมีต้นไม้สูงใหญ่จำนวนมากเรียงอยู่รอบ?  การบูชาบรรพบุรุษมีความสำคัญทางศาสนาอย่างไรในคำสอนของขงจื๊อ?  และคำสอนเรื่องการกระทำที่ไม่ใช่การกระทำในศาสนาเต๋าหมายถึงอะไร?

คำถามประเภทแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับการให้คำจำกัดความของคำว่า ศาสนา คำจำกัดความดังกล่าวแตกต่างกันตามความเข้าใจของนักวิชาการแต่ละศาสนา เช่น ศาสนาคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า (ศาสนายิว  ศาสนาคริสต์  ศาสนาอิสลาม) หรือเป็นวิถีทางที่วิญญาณหรืออาตมันไปรวมกับพระเจ้าหรือปรมาตมันทำให้วิญญาณหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด (ศาสนาฮินดู) หรือเป็นวิถีทางไปสู่นิพพาน/การพ้นทุกข์จากสังสารวัฏ (ศาสนาพุทธ) หรือเป็นวิถีทางดำเนินชีวิตสอดคล้องกับวิถีทางของเทพเจ้า (ศาสนาชินโต) หรือสอดคล้องกับปะกาสิตสวรรค์ (ศาสนาขงจื๊อ) หรือผสมกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ (ศาสนาเต๋า)

เนื่องด้วยไม่มีคำจำกัดความใดที่ใช้ได้กับทุกศาสนา นักวิชาการในศาสตร์อื่นโดยเฉพาะสังคมศาสตร์จึงพยายามคิดค้นคำจำกัดความของคำว่า ศาสนา ขึ้นมาใหม่ที่ครอบคลุมทุกศาสนา ไม่ว่าเป็นศาสนาที่มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางเช่นศาสนาคริสต์ หรือศาสนาที่มีลักษณะตรงข้ามเช่นศาสนาพุทธ แต่ก็ยังไม่พบคำจำกัดความใดที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับแก่ศาสนิกชนทุกศาสนา อาจเป็นเพราะว่าศาสนาแต่ละศาสนามีลักษณะเด่นพิเศษของตนเอง ทำให้ไม่อาจนำไปรวมกับศาสนาอื่นภายในคำจัดความเดียวกันได้ ดังนั้นในการตอบคำถามว่า ศาสนาคืออะไร? เราจึงต้องไม่ใช้ศาสนาหนึ่งศาสนาใดเป็นหลัก หรือให้คำตอบเดียวเท่านั้น ความหลายหลากของศาสนาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้เราต้องคิดให้รอบคอบก่อนที่จะตอบคำถามนี้ให้ตรงกับสภาพความเป็นจริง แทนที่จะให้คำจำกัดความเกี่ยวกับความหมายของคำว่า ศาสนา  เราอาจอธิบายศาสนาด้วยการกล่าวถึงองค์ประกอบของศาสนาที่พบในศาสนาต่างๆ แทนได้  เช่นอธิบายว่าศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจ/จิตวิญญาณ มีองค์ประกอบสำคัญเช่น คำสอนการปฏิบัติ  พิธีกรรม  ศาสนวัตถุ  ศาสนสถาน และชุมชนศาสนา

ในทำนองเดียวกัน คำอธิบายเรื่องบ่อเกิดและหน้าที่ของศาสนาก็มีลักษณะแตกต่างกันตามมุมมองของนักวิชาการแขนงวิชาต่างๆ เช่น อธิบายว่า ศาสนาเกิดจากความกลัว หรือความต้องการทางจิต-วิญญาณของมนุษย์ (จิตวิทยา)  หรือจากความต้องการของสังคมที่จะรวมคนในทุกระดับของสังคมเข้าเป็นชุมชนเดียวกัน     มีความเชื่อและการปฏิบัติแบบเดียวกัน (สังคมวิทยา) หรือจากการสร้างสัญลักษณ์และพิธีกรรมต่างๆขึ้นในวัฒนธรรมของชนกลุ่มต่างๆ สำหรับให้คนในวัฒนธรรมนั้นยึดถือและปฏิบัติเป็นประเพณีนิยม (มานุษยวิทยา)

ส่วนคำตอบของคำถามประเภทที่สองนั้นค่อนข้างง่ายกว่า เพราะตอบในกรอบของศรัทธาความเชื่อที่มีอยู่ในแต่ละศาสนา เช่น ศาสนาพุทธอธิบายว่า พิธีบูชาคุณงามความดีของพระรัตนตรัยที่ชาวพุทธยึดถือ    เป็นสรณะของชีวิต และทำพิธีบูชาเพื่อระลึกนึกถึงและตอบแทนคุณของพระรัตนตรัยไม่ใช่เป็นการบูชาพระเจ้า/เทพเจ้า หรือศาสนาฮินดูอธิบายว่า แม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เพราะมีกำเนิดในสวรรค์ และไหลสู่โลกมนุษย์ผ่านพระเกศาของพระศิวะ ทำให้เป็นน้ำที่ล้างบาปได้ หรือเมืองเยรูซาเล็มเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของศาสนายิว ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม เพราะเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของศาสนาทั้งสาม หรือการที่วัดชินโตมีต้นไม้ต้นสูงใหญ่อยู่ในบริเวณวัด เพราะศาสนานี้เป็นศาสนาเกี่ยวกับเทพเจ้าและเชื่อว่าเทพเจ้าต่างๆสถิตอยู่ในธรรมชาติ

การศึกษาศาสนา

ถึงแม้ว่าศาสนามีส่วนที่ลี้ลับอยู่  แต่ก็เป็นปรากฏการณ์ที่ศึกษาได้ การศึกษาศาสนามี ๒ รูปแบบ คือ การศึกษาศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะในกรอบของศรัทธาความเชื่อของศาสนานั้น เช่นการศึกษาศาสนาอิสลามในโรงเรียนปอเนาะ  การศึกษาศาสนาพุทธในโรงเรียนสอนศาสนาพุทธวันอาทิตย์  หรือการศึกษาศาสนาคริสต์ในโรงเรียนของมิชชันนารี การศึกษาศาสนาในรูปแบบนี้ในระดับสูง เป็นการศึกษาศาสนา เช่นศาสนาคริสต์ในเชิงวิชาการตามสถาบันการศึกษาขององค์กรศาสนานี้ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสร้างนักวิชาการและนักบวชในศาสนาคริสต์โดยเฉพาะ ในศาสนาคริสต์สถานศึกษาลักษณะนี้มีอยู่ ๒ ประเภท คือ สถานศึกษาที่เป็นอิสระไม่สังกัดมหาวิทยาลัยเรียกว่า เซมินารี (seminary) และที่เป็นหน่วยงานในมหาวิทยาลัยเรียกว่า คณะ/ภาควิชาเทววิทยา (Theology) การศึกษาศาสนาในกรอบของศาสนาคริสต์เท่านั้น แม้จะเป็นประโยชน์แก่การเผยแพร่ศาสนานี้แต่ก็ทำให้ผู้ศึกษาขาดความรู้เกี่ยวกับศาสนาอื่นที่มีผู้นับถืออยู่มากมายเช่นกัน และอาจนำไปสู่การมีอคติต่อศาสนาเหล่านั้นตาม   มาได้

รูปแบบที่สองของการศึกษาศาสนาคือ การศึกษาศาสนาในฐานะที่เป็นประสบการณ์ของมนุษย์ในการแสวงหาสิ่งสูงสุด (สิ่งศักดิ์สิทธิ์) มาเติมเต็มชีวิตให้มีคุณค่า และความสุขสูงสุด โดยใช้วิธีการของเหตุผล มีการวิพากษ์วิจารณ์ และการวิเคราะห์แบบวิทยาศาสตร์หรือปรวิสัย พร้อมทั้งนำความรู้จากศาสตร์ต่างๆที่เกี่ยวข้องเช่น ปรัชญา จิตวิทยา และสังคมวิทยามาใช้ประโยชน์ในการศึกษาศาสนาในปริบทต่างๆ เช่น ปริบททางสังคม  วัฒนธรรม  จิตวิทยาและปรัชญา

การศึกษาศาสนาที่วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

วิทยาลัยศาสนศึกษา ก่อตั้งขึ้นมาในมหาวิทยาลัยมหิดลในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางศาสนาและจริยธรรม และนำผลจากการเรียนรู้นั้นมาพัฒนาคนให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของสังคม โดยมี จริยธรรมเป็นพื้นฐานของชีวิตและมีปัญญาและศรัทธาควบคู่กัน

วิชาศาสนศึกษาเป็นศาสตร์ใหม่ในวงการศึกษาของประเทศ  แต่นับวันจะมีความสำคัญมากขึ้นเพราะเป็นสาขาวิชาที่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบันที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาเป็นลักษณะสำคัญ  การมีใจเปิดกว้างในเรื่องวัฒนธรรม  ศาสนาและความจริงจึงเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่ป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะทางวัฒนธรรมและศาสนาขึ้นมาในสังคมโลก ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงในที่สุด

การศึกษาศาสนาที่วิทยาลัยศาสนศึกษาเป็นการศึกษาศาสนาเชิงวิชาการใน ๒ รูปแบบที่กล่าวมา ได้แก่ (๑) ศึกษาศาสนาในฐานะเป็นประสบการณ์ของมนุษย์ ด้วยวิธีปรวิสัยพร้อมทั้งนำความรู้จากวิชาการแขนงต่างๆ มาใช้วิเคราะห์ประสบการณ์นี้ในแง่มุมต่างๆ วิชาศาสนศึกษาที่ศึกษามีเช่น ศาสนาและความตาย  สตรีและศาสนา  พิธีกรรมศาสนา  สมาธิในศาสนา  ศาสนากับการพัฒนา  (๒) ศึกษาศาสนาในรูปแบบของศรัทธาความเชื่อของศาสนิกชนศาสนาต่างๆ เช่น ศาสนาพุทธ  ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม เพื่อให้นักศึกษามีความรู้เกี่ยวกับศาสนาที่ตนนับถืออยู่และศาสนาอื่นควบคู่กันไป จะได้มีจิตใจกว้างไม่มีอคติต่อศาสนาที่ตนไม่ได้นับถือ และในขณะเดียวกันก็สามารถมองเห็นจุดร่วมกันและลักษณะไม่เหมือนกันของศาสนาต่างๆเหล่านั้น และใช้จุดร่วมกันนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างศาสนิกชนต่างศาสนาเพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในโลกที่อยู่ร่วมกัน

การศึกษาศาสนาในรูปแบบที่สองนี้  เป็นการผสมผสานวิธีศึกษาศาสนาในกรอบของศรัทธาความเชื่อและในมุมมองของเหตุผลร่วมกัน การศึกษาด้วยวิธีผสมผสานนี้ทำให้การศึกษาศาสนาที่วิทยาลัยศาสนศึกษามีลักษณะแตกต่างจากการศึกษาศาสนาในสถาบันการศึกษาขององค์กรศาสนา และเป็นประโยชน์แก่ศาสนิกชนเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยให้เข้าใจศาสนาได้ลึกซึ้งและกว้างขึ้นทั้งในส่วนของศรัทธาและเหตุผล ทำให้ไม่มีศรัทธาหรืออารมณ์ทางศาสนารุนแรงจนเป็นอันตรายแก่คนต่างศาสนา และในขณะเดียวกันก็ไม่เป็นคนที่ไม่มีอารมณ์ทางศาสนาเลย  ศาสนาเป็นเรื่องของอารมณ์และเหตุผล การศึกษาศาสนาแต่เพียงด้านหนึ่งด้านใดเท่านั้นจะทำให้เราไม่ได้รับประโยชน์ได้เต็มที่จากศาสนา

การศึกษาศาสนาที่วิทยาลัยศาสนศึกษามี ๒ ระดับ คือ ระดับปริญญาตรี และปริญญาโท-ปริญญาเอก หลักสูตรในระดับหลังเป็นหลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรปริญญาโทมีวิชาเอก ๕ วิชา คือ พุทธศาสตร์ศึกษา  ศาสนาและวิทยาศาสตร์  การเสวนาระหว่างศาสนา (ศาสนสัมพันธ์)  การสอนศาสนาในโรงเรียน  การให้คำปรึกษาและการอนุศาสนาจารย์  ส่วนหลักสูตรปริญญาเอกมีวิชาเอก  ๔ วิชาคือ  พุทธศาสตร์ศึกษา  การเสวนาระหว่างศาสนา  ศาสนาและวิทยาศาสตร์  และศาสนาและจิตวิทยา

 

 

ดาวน์โหลดเอกสาร
วิทยาลัยศาสนศึกษา  มหาวิทยาลัยมหิดล

 


back>>